ห นั ง สื อ เ ดิ น ท า ง

where the books have been, and what people think about them…

Archive for เมษายน, 2007

หนังสือเดินทางเล่มที่ ๒ – ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์

Posted by bookstravel บน เมษายน 19, 2007

ตามหาพระจันทร์

ตอนต่อของ ความสุขของกะทิ 

== แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์ หรือ อัพเดทเส้นทางการเดินทาง เขียนข้างล่างเลยค่ะ ==

Advertisements

Posted in หนังสือเดินทาง | Tagged: , , , | Leave a Comment »

ความสุขของกะทิ โดย วาณิช จรุงกิจอนันต์

Posted by bookstravel บน เมษายน 18, 2007

ความสุขของกะทิ โดย วาณิช จรุงกิจอนันต์ – มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 7-13 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1238 หน้า 77

“ความสุขของกะทิ” เป็นชื่อหนังสือของ งามพรรณ เวชชาชีวะ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ “แพรว-เยาวชน” ในเครือบริษัทอัมรินทร์ หนังสือออกมาตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมเพิ่งได้อ่าน ยืนยันว่าเป็นหนังสือดีที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่ได้อ่านหนังสือมาในระยะหลังๆ นี้

          ยืนยันว่าเป็นงานเขียนนิยายที่ดีอย่างยิ่งเรื่อหนึ่ง เมืองไทยเราไม่ค่อยมีนิยายดีๆ

          และยืนยันว่า “ความสุขของกะทิ” ไม่ใช่หนังสือเยาวชน อย่างน้อยก็ไม่ใช่หนังสือสำหรับเด็ก อาจจะพูดได้ว่าเป็นหนังสือที่เด็กอ่านได้ผู้ใหญ่อ่านดี แต่เด็กอ่านหรือเยาวชนอ่านอาจจะไม่จับใจประทับใจเท่ากับผู้ใหญ่อ่าน

          ผมว่าสำนักพิมพ์แพรวจัดช่องหนังสือเล่มนี้ผิด เห็นว่าเป็นเรื่องของเด็กก็เลยใส่ไว้ในช่องของวรรณกรรมเยาวชน

          พอระบุบ่งตรงเผงไปว่าเป็นหนังสือสำหรับเยาวชน ผู้ใหญ่ก็จะขยับหนี อันนี้เป็นความผิดพลาดของสำนักพิมพ์ ซึ่งผมก็ถือว่าร้ายแรง พอบอกว่าเป็นหนังสือสำหรับเยาวชนผมก็ไม่ค่อยนึกอยากอ่าน ยิ่งจัดทำรูปเล่มหน้าตาเป็นหนังสือเยาวชน ผมก็ยิ่งไม่อยากอ่าน ผู้อ่านผู้ใหญ่ทั่วไปทั้งหลายก็คงจะคิดทำนองเดียวกับผม

          หนังสือเล่มนี้ควรจะจัดพิมพ์ในนามสำนักพิมพ์แพรวที่ไม่ใช่ช่องเยาวชน และควรระบุไว้ให้ชัดเจนว่าเป็นงานเขียนนิยาย (ขนาดสั้น) เรื่องแรกของงามพรรณ เวชชาชีวะ
คุณงามพรรณเธอมีชื่อในเรื่องการแปลงานวรรณกรรมต่างประเทศ เป็นที่รู้กันดี

          ถ้าทำอย่างที่ผมว่าหนังสือเล่มนี้ ก็จะอยู่ถูกที่ถูกทาง และเมื่อเห็นว่าเป็นนิยายเล่มแรกของ งามพรรณ เวชชาชีวะ ยังไงๆ ผมก็ต้องหามาอ่าน บอกไว้เผื่อสำนักพิมพ์จะจัดพิมพ์ใหม่ในครั้งต่อไป จะได้จัดรูปเล่มหน้าตาให้ถูกต้องตามที่ควร

          เสียดายจริง นิยายเรื่อง “ความสุขของกะทิ” ควรมีสิทธิ์ได้ส่งเข้าประกวดชิงรางวัลซีไรท์
เข้าใจว่าคงเป็นความคุ้นชินนะครับ ที่พอเห็นว่าตัวละครเอกเป็นเด็ก ก็มีแนวโน้มที่จะจัดประเภทไว้ให้เป็นหนังสือสำหรับเด็ก ซึ่งไม่ใช่เลย มันต้องพิจารณาเรื่องราว เนื้อหา และอะไรอื่นๆ อีกหลายอย่าง ผมมีนิยายของตัวเองเรื่องหนึ่งชื่อ “ตุ๊กตา” ตัวละครเอกเป็นเด็ก แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเขียนนิยายเรื่องนี้เป็นหนังสือสำหรับเด็กหรือวรรณกรรมเยาวชนเลย และมีหนังสือรวมเล่มอยู่เล่มหนึ่ง ชื่อว่า “บ้านเกิดและเพื่อนเก่า” เป็นเรื่องที่เขียนจากประสบการณ์ชีวิตวัยเด็ก ก็ไม่เคยคิดในขณะที่เขียนว่าตัวเองเขียนหนังสือเด็กหรือวรรณกรรมเยาวชน          หยิบมาอ่านในวันนี้กลับรู้สึกว่า “บ้านเกิดและเพื่อนเก่า” นั้นเป็นวรรณกรรมเยาวชน ยังนึกกับตัวเองว่า เออ เราเขียนวรรณกรรมเยาวชนโดยที่ไม่รู้ตัว เขียนดีเสียด้วยซี

          “ช่างสำราญ” ของ เดือนวาด พิมวนา ที่ได้รับรางวัลซีไรท์ในประเภทนิยายเมื่อปีที่ผ่านมา นั่นก็เป็นวรรณกรรมเยาวชน ไม่ใช่ประเภทนิยายนะครับ เป็นอะไรทำนองเดียวกับ “บ้านเกิดและเพื่อนเก่า” ของผม

          ผมอ่าน “ความสุขของกะทิ” รวดเดียวจบ วางไม่ลง ยากนะครับที่จะมีหนังสือเล่มไหนเอาผมอยู่แบบรวดเดียวจบ ผมไม่ได้อ่านนิยายเรื่องไหนที่วางไม่ลงมานานเต็มที แต่ระหว่างที่อ่านนั้น ผมก็ต้องคว่ำหนังสือไปป้ายน้ำตาอยู่หลายครั้ง อ่านจบแล้วก็นั่งอึ้งอยู่นาน

          ผมคิดว่าผมจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ จะเขียนอย่างไรดี
ผมมีชื่ออยู่ในเรื่องของการวิจารณ์หนังสือแบบ “ดังทางด่า” เรื่องชื่นชมนี่ บอกตรงๆ ว่า ผมไม่ถนัดเอาเลย รู้สึกว่าตัวเองมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องความรู้และศัพท์แสงถ้อยคำที่จะใช้ในการเขียน ไม่ได้ร่ำเรียนอะไรมาในสาขาวิชาการแถวนี้ คำแรกวลีแรกที่สรุปงานเขียนชิ้นนี้ก็คือ “งดงามและสะอาดสะอ้าน” ซึ่งมันแสนจะไม่เป็นศัพท์แสงที่ใช้ในการเขียนวิจารณ์วรรณกรรมเอาเลย          นอกจากคำว่างดงามและสะอาดสะอ้านแล้ว คำว่ากินใจจับใจก็ตามมา

          โครงเรื่อง “ความสุขของกะทิ” นั้นง่าย เรื่องเริ่มจากเด็กหญิงกะทิวัยเก้าขวบอยู่กับตายายที่บ้านริมคลองต่างจังหวัด ยายเป็นคนมีความรู้ดี เคยทำงานดี แต่เมื่อมาอยู่ต่างจังหวัดก็พยายามทำตัวเป็นชาวบ้าน ใช้ชีวิตอย่างคนชนบท ตาซึ่งเคยเป็นนักกฎหมายผู้สามารถเกษียณแล้วก็มาอยู่อย่างชาวบ้าน ผมชอบสัมพันธภาพระหว่างตากับยายในเรื่องนี้มาก ตาเป็นคนจิตใจดีมีอารมณ์ขันในขณะที่ยายนั้นขี้บ่น
วิธีการเขียนและการนำเสนอเรื่องนี้แปลกไปจากนิยายที่เขียนๆ กันมา คือจะมีชื่อตอนแต่ละตอน ซึ่งเป็นตอนสั้นๆ จากชื่อตอนก็จะมีคำถามหรือคำพูดหรือความรู้สึกของเด็กหญิงกะทิ เป็นต้นว่าตอนที่ 9 ชื่อตอนว่า “กระถางธูป” ใต้ชื่อตอนอยู่ในเครื่องหมายคำพูด “เหลือเพียงเสียงของแม่ที่กะทิจำได้ดี” เป็นวิธีการดำเนินเรื่องอีกลักษณะหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก

          เป็นวิธีการนำเสนอที่ผมว่าเก๋…อย่างยิ่ง

          แม่ของกะทิเป็นโรคร้ายที่แน่นอนว่าจะต้องตาย แม่ของกะทิมีระบบคิดและวิธีการของตัวเองที่จะเตรียมตัวตายแบบที่อ่านแล้วต้องน้ำตาคลอ ผู้หญิงคนไหนมีลูกและคิดว่าตัวเองรักลูกอย่างที่สุด ต้องอ่านนิยายเรื่องนี้ อ่านวิธีเตรียมตัวตายของแม่กะทิ ชั่งจับจิตกินใจเสียเหลือเกิน และเรื่องของพ่อกะทิ ซึ่งไม่ปรากฏตัวและแทบจะไม่มีการเอ่ยถึงในเรื่อง แต่เป็นตัวละครสำคัญในเรื่อง

          ที่ว่าเป็นตัวละครสำคัญเพราะมีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้เด็กหญิงกะทิบรรลุธรรม

          ผมจะพูดถึงเรื่องราวไว้แค่นี้แหละ อื่นๆ ต้องไปอ่านเอาเอง ถ้าสงสัยว่าอะไรเป็นยังไง ทำไมผมจึงชื่นชมนิยายเรื่องนี้เกินเหตุไปหรือเปล่า เขียนมานะครับ เขียนมาเถียงกับผม
งามพรรณ เวชชาชีวะ เป็นคนเขียนหนังสือที่ภาษาดีมาก สำนวนดีมาก ลีลาในการเขียนดีอย่างวิเศษเขียนหนังสือด้วยภาษาสำนวนดีแบบที่ไม่มีรอยบิ่น อาจจะไม่ยากนะครับสำหรับนักเขียนทั่วไปที่จะเขียนภาษาสำนวนที่ไม่มีรอยบิ่น แต่ไม่มีรอยบิ่นแบบที่ได้เนื้อหาสาระ โดยกลมกลืนและเกลี้ยงเกลาไปกับเรื่องที่เป็นนิยายนั้น ไม่ง่าย ยืนยันครับว่าไม่ง่าย นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียน “ความสุขของกะทิ” ทำได้ดีมาก          สิ่งที่ควรชื่นชมอย่างยิ่งอย่างหนึ่งของนิยายเรื่องนี้ คือการที่ผู้เขียนเขียนให้เห็นและรู้สึกถึงบุคลิกภาพและสัมพันธภาพของตัวละคร โดยที่ไม่มีข้อความใดบรรยายยืดยาวในสิ่งนี้ เราจะรู้สึกถึงสัมพันธภาพของตายายว่าเป็นแบบไหน รู้ถึงบุคลิกโดยรวมของตากับยายว่าเป็นคนอย่างไร รู้สึกถึงบุคลิกภาพของแม่ รู้สึกถึงความรักและความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของแม่กับเด็กหญิงกะทิ จะรู้สึกถึงความเป็นตัวตนของพี่ทองเด็กวัด รู้สึกถึงสัมพันธภาพของพี่ทองกับเด็กหญิงกะทิซึ่งช่างแสนดีและแสนสวยงาม

          รวมถึงลุงตอง น้ากันต์และน้าฎา

          นิยายเรื่องนี้ให้ฮอลลีวู้ดทำหนังแบบของ วอลท์ ดิสนีย์ หรือหนังที่ฉายทางเคเบิลทีวียูบีซีที่ฉายทางช่อง “ฮอลล์มาร์ก” ได้ และได้อย่างดี เรื่องมีความลึกพอ อะไรที่เรียกว่า “คอมิกรีลีฟ” ก็มีอยู่พร้อม ผมควรจะยกตัวอย่างหลายๆ อย่าง แต่เนื้อที่ก็จำกัดเสียแล้ว

          หนังไทยก็ทำได้นะครับ หนังเรื่อง “แฟนฉัน” ซึ่งเป็นเรื่องของเด็กและใช้เด็กแสดงนำก็ดังเกรียวกราว ทำรายได้เป็นร้อยล้าน หากคิดจะทำหนังใช้เด็กแสดงนำอีกสักเรื่อง ทำเรื่องนี้ หาคนเขียนบทไม่ได้มาหาผม ผมจะช่วยหาให้ หากหาไม่ได้ ผมจะเขียนให้เอง และขอให้เชื่อว่าผมจะเขียนได้ดี

          พระเอกนางเอกมีอยู่พร้อม เด็กหญิงกะทิกับพี่ทองลูกศิษย์วัดเป็นพระเอกนางเอก น้ากันต์กับน้าฎานั้นเป็น “ซับพล็อต” พระรองนางรอง” ผมเชื่อว่าจะเป็นหนังที่คนชื่นชมกันยิ่งกว่าหนังเรื่องแฟนฉันด้วยซ้ำ

          คุณงามพรรณเธอเขียนไว้ในคำนำผู้เขียนตอนท้ายว่า “ความสุขที่ได้ระหว่างการเขียนเรื่องนี้มากล้น และความสุขเพิ่มขึ้นเมื่อผลงานปรากฏออกมาเป็นหนังสือ หวังหมดใจว่าจะสร้างความบันเทิงให้กับผู้อ่านได้ แม้ในช่วงเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง (ก็หนังสือเล่มเล็กนิดเดียว) ถ้าถูกใจก็สัญญาว่าจะมีงานเขียนอื่นตามมา ถ้าไม่ถูกใจก็จะกลับไปก้มหน้าแปลหนังสือต่อไปโดยดี (ที่จริงแล้วเขียนงานบ้างแปลบ้างพร้อมกันก็ทำได้ไม่ยากเกินกำลัง)

          จะบอกว่าที่หวังหมดใจนั้น ได้ใจผมไปทั้งหมดเลยครับ อยากอ่านนิยายเรื่องที่สอง อวยพรตัวเองว่าขอให้ได้อ่าน

          และแปลก เมื่ออ่านนิยาย “ความสุขของกะทิ” จบลง ผมคิดถึง คุณหญิงจำนงศรี (รัตนิน) หาญเจนลักษณ์ ผมอยากอ่านนิยายเรื่องแรกของท่านมากๆ เลย

          รู้ว่าจะเป็นนิยายที่ดี 

Posted in บทวิจารณ์, หนังสือเดินทาง | Tagged: , , | 1 Comment »

บทความพิเศษ โดย วัลยา วิวัฒน์ศร

Posted by bookstravel บน เมษายน 12, 2007

ความสุขของกะทิ (1) บทความพิเศษ โดย วัลยา วิวัฒน์ศร – มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 20-26 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1366 หน้า 91

ผู้เขียนบทความเคยอ่าน “ควาสุขของกะทิ” ฉบับพิมพ์ครั้งแรก นั่นคือเมื่อปลายปี พ.ศ. 2546 อ่านแล้วรู้สึกชื่นชมกลวิธีการเขียนของผู้แต่งซึ่งได้เรียนรู้วรรณศิลป์ตะวันตกจากการแปลวรรณกรรมคุณภาพหลายชาติหลายภาษา แล้วรู้จักเลือกวรรณศิลป์ หล่อหลอมและสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นกลวิธีของตนเองในการเขียนเรื่องไทยในบรรยากาศไทยและวิถีชีวิตแบบไทย นำเสนอความรักและความผูกพันระหว่างแม่ลูกได้อย่างเนียน นุ่มนวลและลุ่มลึก

          วันนี้ (10 ตุลาคม 2549) ผู้เขียนบทความหยิบ “ความสุขของกะทิ” ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง เพื่อจะถามตนเองว่า รู้สึกอย่างไรหลังจากเวลาผ่านไปสามปี คำตอบก็คือความอิ่มใจมิได้ลดลงไปจากเดิมเมื่ออ่านครั้งที่สองก็ได้มองเห็นสิ่งที่ผู้แต่งซ่อนไว้เพิ่มขึ้นอีก การอ่านครั้งนี้และความรู้สึกชื่นชอบที่ยังมิเสื่อมคลายทำให้ตัดสินใจเขียนบทความนี้ แม้จะห่างเหินวงการไปนาน

          งามพรรณ เวชชาชีวะ ผู้แต่ง ‘เล่น’ กับกลวิธีการเขียนดั่งผู้ชำนาญการ ทั้งๆ ที่แต่เป็นเรื่องแรก การรู้จัก ‘เล่น’ ทำให้หนังสือเล่มบางๆ สร้างเนื้อหาได้มาก สร้างความหมายได้ลุ่มลึกและได้หลายมิติ

          มาดูกันว่าผู้แต่ง ‘เล่น’ อย่างไร
 

ในแง่ของการสร้างเนื้อหาได้มากกว่าความบาง (หรือความหนา) ของหนังสือ ผู้แต่งใช้วิธีแบ่งตัวบทเป็นบทสั้นๆ 26 บท ไม่รวมบทส่งท้าย บทสั้นๆ 26 บท แบ่งเป็น 3 ช่วง ภายใต้มิติสถานที่ 3 แห่ง คือ บ้านริมคลอง (บทที่ 1-9) บ้านชายทะเล (บทที่ 10-18) และบ้านกลางเมือง (บทที่ 19-25) บทที่ 26 ชื่อ “บ้านทรงไทย” เป็นสถานที่เดียวกับบ้านริมคลอง

          การแบ่งเป็นบทและเนื้อความจบในแต่ละบทเอื้อให้ผู้แต่งข้ามมิติเวลาและมิติสถานที่ได้ เรื่องเดินเนินต่อ ผู้อ่านได้รู้จักเด็กหญิงกะทิตัวละครเอกในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามฉากและเวลาที่เปลี่ยนไป

          ขอยกตัวอย่างบทที่ 1 กับบทที่ 2

          ในบทที่ 1 ชื่อ “กระทะและตะหลิว” ผู้อ่านรู้ว่ากะทิอยู่กับตายาย ยามเช้ากลิ่นและเสียงจากครัวปลุกให้กะทิตื่นขึ้นมา ยายทำกับข้าว กะทิกับตาช่วยกันใส่บาตร และผู้อ่านรู้ว่าตาชอบเย้าแหย่ยาย ตายายและหลานรักกัน

          ในบทที่ 2 ชื่อ “ปิ่นโต” ฉากเปลี่ยนไปเป็นที่โรงเรียนของกะทิ ผู้อ่านรู้ว่ายายทำอาหารโปรดของกะทิเสมอ (แสดงความรักของยายต่อกะทิ โดยที่ผู้แต่งมิได้บอกตรงๆ) ผู้แต่งบรรยายบทบาทและประเภทของปิ่นโตอย่างมีอารมณ์ขันผ่านสายตาของกะทิ

          ในช่วงข้ามมิติเวลาและมิติสถานที่จากบทหนึ่งไปสู่อีกบทหนึ่ง จนครบทั้ง 26 บท โดยไม่รู้ตัวผู้อ่านจะจินตนาการเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงข้ามด้วยตัวเอง (เพราะผู้แต่งมิได้เขียนไว้) เป็นการร่วมสร้างเนื้อหาโดยอัตโนมัติ

          ในแง่ของการสร้างความหมายได้ลุ่มลึกและได้หลายมิติ ผู้แต่งใช้ตัวโปรยซึ่งพิมพ์ตัวเอนใต้ชื่อบท (ผู้เขียนบทความอ้างตามฉบับพิมพ์ครั้งแรก) จากบทที่ 1-9 มีข้อความเรียงลำดับดังนี้

          “แม่ไม่เคยสัญญาว่าจะกลับมา”
          “กะทิรอแม่ทุกวัน”
          “ในบ้านไม่มีรูปถ่ายแม่เลย”
          “ไม่เคยมีใครพูดถึงแม่”
          “กะทิจำหน้าแม่ไม่ได้แล้ว”
          “กะทิอยากให้แม่ไปรับที่โรงเรียนบ้าง”
          “กะทิอยากเห็นแม่หิ้วตะกร้ากลับจากตลาด”
          “อยากรู้ว่าแม่คิดถึงกะทิไหมนะ”
          “เหลือเพียงเสียงของแม่ที่กะทิยังจำได้ดี”

          ตัวละครที่โลดแล่นอยู่ในบ้านริมคลองและเมืองอันเป็นที่ตั้งของบ้านริมคลอง ได้แก่ กะทิ ตา ยาย หลวงลุงกับเด็กวัดซึ่งกะทิเรียกว่าพี่ทอง แม่ของกะทิไม่ปรากฏตัวในฐานะตัวละครใน 9 บทแรก

          แต่แม่อยู่ในตัวโปรยทั้ง 9 บท อยู่ในความคิดคำนึงของกะทิ อยู่ในใจของกะทิตลอดเวลาตั้งแต่กะทิลืมตาตื่น อยู่กับกะทิทั้งวันและทุกวัน

          ผู้อ่านได้แต่สงสัยว่าแม่ของกะทิอยู่ที่ไหน เหตุใดกะทิจึงต้องอยู่กับตาและยายทั้งๆ ที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้อ่านรู้ว่าแม้ชีวิตของกะทิจะอบอุ่นเพราะตายายรักและใส่ใจดูแล แต่ตัวโปรยใต้ชื่อบททั้ง 9 บทบอกให้รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้โหยหาแม่ของตน

          แม่ไม่ได้ปรากฏตัวในฐานะตัวละครที่มีบทบาทใน 9 บทแรก แต่แม่ปรากฏตัวในที่ที่สำคัญที่สุด คือในหัวใจและความนึกคิดของกะทิ

          ตัวละครแม่ไม่ปรากฏ ก็เหมือนปรากฏ

          นี่คือชั้นเชิงของผู้แต่ง

          ใน 9 บทแรก นอกจากการครอบครองพื้นที่ในตัวโปรยแล้ว แม่ปรากฏในความคิดของกะทิในท้ายบทที่ 3 ยามดึกเมื่อฟ้าร้องฟ้าผ่า ยายเข้ามากอดกะทิไว้ เด็กน้อย “ไม่อยากได้ยินเสียงฟ้า เสียงฝน เสียงคน เสียงผู้หญิงคนนั้น…” ในยามน้อยใจที่แม่ไม่อยู่รับขวัญปลอบประโลม แม่จึงเป็นเพียง “ผู้หญิงคนนั้น” เมื่อฟ้าแลบกะทิปรือตาขึ้นมาเห็นน้ำตายาย

          ยายร้องไห้สงสารหลานและคิดถึงลูกสาวของตนเองใช่ไหม

          แม่ปรากฏครั้งที่ 2 ในคำพูดของตาท้ายบทที่ 6 เมื่อตาพูดโทรศัพท์โดยไม่รู้ว่ากะทิปีนลงไปนั่งเล่นในโอ่งและได้ยินคำพูดของตา “จะให้รอจนโรงเรียนปิดเทอมก่อนหรือ เรามีเวลามากขนาดนั้นจริงหรือเปล่า”

          คำพูดของตาทำให้ผู้อ่านใจหาย “เรามีเวลามากขนาดนั้น…” หมายถึงอะไร ผู้ที่กะทิรอคอย (ซึ่งก็คือแม่) จะมีเวลา (มีชีวิตอยู่) จนถึงโรงเรียนของกะทิปิดเทอมหรือ

          และเมื่อผู้อ่านใจหาย กะทิย่อมใจหายยิ่งกว่าใช่ไหม

          ท้ายบทที่ 7 แม่ปรากฏในคำพูดของตาและการรับรู้ของกะทิ

          “ตาพูดลอยๆ ว่า อยู่ที่ไหนก็ดูพระจันทร์ดวงเดียวกัน

          “กะทิรู้ได้เองว่า ตาหมายถึงใครคนหนึ่งก็กำลังมองดูดวงจันทร์บนฟ้าอยู่ตอนนี้เหมือนกัน ใครคนที่หัวใจของกะทิร่ำร้องเรียกหาอยู่ทุกลมหายใจ”

          ท้ายบทที่ 8 แม่ปรากฏในอากัปกิริยาของยาย

          “หมู่นี้ยายดูใจคอเลื่อนลอย เหมือนมีเรื่องหนักใจให้ต้องคิดตลอดมาก”

          ผู้อ่านสงสัยว่าเวลาของแม่ของกะทิหรือลูกสาวของยายใกล้จะหมดแล้วใช่ไหม

          ท้ายบทที่ 9 แม่ปรากฏในคำพูดของยาย เมื่อยายถามกะทิว่า

          “กะทิ อยากไปหาแม่ไหมลูก”

          ใน 9 บทแรก แม่ไม่ปรากฏตัวในฐานะตัวละคร แต่ก็เหมือนปรากฏ
 

ในพื้นที่เล็กๆ ของแต่ละบทในช่วงเก้าบทแรก ผู้อ่านได้เข้าถึงบุคลิกลักษณะตัวละครตาและยายผู้เลี้ยงดูกะทิจากการกระทำอันแสดงความรักความเอาใจใส่หลาน จากคำพูดคำสอน ซึ่งหลานจดจำได้จากการสอนหลานให้เรียนรู้จากธรรมชาติ นอกจากนี้ผู้แต่งค่อยๆ เผยภูมิหลังของตาและยายซึ่งอธิบายความเป็นคนที่มีความคิดทันสมัย ทันโลก ทันชีวิตและมีคุณค่าต่อสังคมรอบตัวของทั้งสองคน

          ในบทที่ 5 ผู้ใหญ่บุญกล่าวคำสรรเสริญตาดังนี้

          “หมู่บ้านริมคลองโชคดีจริงๆ ที่ตาเกษียณจากงานในกรุงเทพฯ แล้วเลือกกลับมาอยู่ที่บ้านหลังเดิมของทวดที่ปิดร้างมานาน ตาร่ำเรียนจากเมืองนอกเมืองนา เป็นนักกฎหมายมือหนึ่ง เป็นที่ยอมรับทั่วบ้านทั่วเมือง ทำเงินเป็นถุงเป็นถัง ช่วยเหลือคนมามาก หากไม่ได้ตาชาวบ้านคงถูกเอาเปรียบ ที่ดินทำกินของบรรพบุรุษคง…”

          ในบทที่ 8 ตากระเซ้ายายที่ไม่ยอมใช้หมอหุงข้าวไฟฟ้าว่า

          “ยายตีบท (หญิงชาวบ้าน) แตกในช่วงไม่กี่ปี ไม่เหลือร่องรอยเลขาฯ นายใหญ่โรงแรมห้าดาวเลยสิน่า”

          ผู้อ่านจึงรับรู้ว่ากะทิได้ซึมซับความคิดการตัดสินใจ การกระทำของตาและยายอย่างไร ได้รู้คิด รู้ทำ รู้ตัดสินใจเป็นเพียงไหน ผู้แต่งได้ปูทางให้ตัวละครเอกตัวน้อย ทำให้ผู้อ่านยอมรับและเข้าใจการตัดสินใจของกะทิในตอนจบของเรื่องได้ 

   

    

ความสุขของกะทิ (2) บทความพิเศษ โดย วัลยา วิวัฒน์ศร – มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 27 ต.ค. – 2 พ.ย. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1367 หน้า 114

ระโยคสุดท้ายของบทที่ 9 “กะทิไปหาแม่ไหมลูก” เป็นประโยคส่งเข้าสู่เนื้อเรื่องในช่วงที่สอง (บทที่ 10-18) ข้ามมิติเวลามิติสถานที่ไปยังบ้านชายทะเล กะทิจะได้พบกับแม่ซึ่งมาพักฟื้นที่ชายทะเล ตัวโปรยใต้ชื่อบทแต่ละบทในช่วงที่สองนี้ยังสื่อความผูกพันต่อแม่ในใจของกะทิเหมือนในเก้าบทแรก ข้อความในวงเล็บท้ายตัวโปรยที่ยกมาต่อไปนี้เป็นของผู้เขียนบทความ

          “นานหลายปีทีเดียวที่กะทิไม่ได้พบแม่” (กะทิกำลังจะได้พบแม่ แม่จ๋า ดีใจเหลือเกิน)

          “ไม่มีใครรู้ว่าแม่เหลือเวลาอีกนานเท่าไร” (กะทิร้องไห้เพราะแม่เคลื่อนไหวแขนขาไม่ได้เมื่อกะทิเจอแม่ แม่บอกให้กะทิกอดแม่ กอดแน่นๆ)

          “ทุกคนรู้แต่ว่าเวลานาทีของแม่เหลือน้อยลงทุกที” (กะทิจึงได้เห็นน้าฎากอดยายร้องไห้จนตัวสั่น เห็นน้ำตาไหลอาบแก้มลุงตอง และน้ากันต์กับตายืนหันหลังซ่อนอารมณ์สะเทือนใจของตน)

          “การอยู่กับปัจจุบันนาทีไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” (เพราะแม่เหลือเวลาไม่มากนัก)

          “อดีตเหมือนเงา บางครั้งทอดนำทางอนาคต” (กะทิฟังแม่บรรยายภาพถ่ายของตนเองตั้งแต่เกิด และได้รู้เหตุผลของแม่ที่ต้องอยู่ห่างลูก)

          “หนทางในวันข้างหน้าดูเหมือนไม่มีจริง” (กะทิจึงต้องโทรศัพท์ไปหาพี่ทองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตของกะทิขณะอยู่ไกลแม่)

          “ไม่น่าเชื่อว่าพรุ่งนี้ดวงอาทิตย์จะยังขึ้นให้เห็นบนฟ้าเหมือนเดิม” (ก็แม่โคม่า ไม่รับรู้ใดๆ แล้ว ทุกสิ่งน่าจะดับสลายไปด้วย แต่ก็ไม่ใช่)

          “น้ำตาไม่อาจแทนความโศกเศร้าได้” (แม่สั่งไว้ให้จัดงานศพให้มีบรรยากาศเหมือนงานชุมนุมรำลึกความหลังร่วมกันเงียบๆ)

          “ชีวิตดำเนินต่อไป” (กะทิยังต้องไปที่บ้านกลางเมืองเพื่อตามหา “ชิ้นส่วนปริศนาในชีวิต” อีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งก็คือพ่อ)

          สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่งคือบทสั้น 9 บทในช่วงที่สองนี้ แต่ละบทยาวมากขึ้นเมื่อเทียบกับเก้าบทในช่วงแรก (แต่ละบทยาวหน้าครึ่งถึงสองหน้า) ในช่วงที่สองจะยาวประมาณบทละ 3-4 หน้า ยกเว้นบทที่ 14 ยาว 6 หน้าเต็ม บทนี้ชื่อ “ลั่นทม” ตัวโปรยใต้ชื่อบทว่า “อดีตเหมือนเงาบางครั้งทอดนำทางอนาคต” เป็นบทซึ่งกะทิได้รับรู้ประวัติชีวิตของตนตั้งแต่เกิดผ่านภาพถ่ายและคำบอกเล่าของแม่ และแม่ได้อธิบายให้กะทิเข้าใจว่าเหตุใดแม่ต้องอยู่ห่างไกลจากกะทิ

          ท้ายบท ผู้แต่งบรรยายว่า “ดอกลั่นทมร่วงลงพื้นอยู่นอกหน้าต่าง เหมือนรับรู้ความทุกข์ระทมของดวงใจสองดวงนี้ไม่ไหว”

          หากพิจารณาตำแหน่งของบทที่ 14 จะเห็นว่าอยู่กลางเรื่องพอดี และยังมีความยาวมากที่สุด

          นั่นคือผู้แต่งเห็นว่าบทนี้สำคัญที่สุด เป็นหัวใจของเรื่องทีเดียว

          ในภาพรวมช่วงที่สอง การที่ผู้แต่งให้พื้นที่แก่ตัวอักษรในช่วงนี้มากที่สุด (ช่วงที่สาม แต่ละบทยาวกว่าช่วงแรก แต่สั้นกว่าช่วงที่สอง) ยืนยันว่าความสำคัญของเรื่องอยู่ที่ช่วงนี้ ช่วงที่แม่ลูกได้พบกัน ลูกได้เข้าใจเหตุผลของแม่ ความรักลูกทำให้แม่ต้องอยู่ห่าง กะทิได้แน่ใจว่าตนเองเป็นลูกรักตั้งแต่เกิด เป็นลูกซึ่งเกิดจากความรักและเป็นลูกรักทุกเวลานาทีของแม่ ความรักนี้สร้างพลังใจให้แก่กะทิ กะทิซึ่งแม้จะอยู่ไกลแม่ แต่ก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างอบอุ่นจากตาและยายซึ่งรักแม่ของกะทิเช่นเดียวกัน

          หากจะใช้สำนวนของแซ็งแตกซูเปรี นักประพันธ์ฝรั่งเศสศตวรรษที่ 20 ผู้แต่ง “เจ้าชายน้อย” และ “แผ่นดินของเรา” ก็กล่าวได้ว่า กะทิเป็นดอกไม่ที่ไม่เคยขาดคนทำสวน กะทิได้รับการทำนุบำรุงดูแลปกป้องรักษาเป็นอย่างดี กะทิงอกงามทั้งใจกายและสติปัญญา

          ด้วยเหตุนี้ กะทิจึงรู้ว่าความสุขของตนอยู่หนไหน และตัดสินใจเลือกทางชีวิตของตน

          ในช่วงที่สองนี้ แม่ปรากฏตัวในฐานะตัวละครที่มีบทบาท มีเลือดมีเนื้อ มีชื่อ มีคำพูด ภาพของแม่ชัดเจน แม่เรียนกฎหมายเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัทต่างชาติในเมืองไทย และทำงานที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต แม่มีจิตใจเมตตาเอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น และที่สำคัญเหนืออื่นใด แม่รักกะทิและรักอย่างมีสติ

 

ผู้แต่งข้ามมิติเวลาและมิติสถานที่พากะทิมายังบ้านกลางเมืองในกรุงเทพฯ เพื่อตามหา “ปริศนาชีวิตอีกชิ้นหนึ่ง” กะทิจึงได้รู้ว่าแม่สั่งทำตู้ลิ้นชักติดผนัง แต่ละลิ้นชักบรรจุสิ่งละอันพันละน้อยแสดงข้อมูลชีวิตของแม่ตั้งแต่เกิดเรียงตามปีพ.ศ. เพื่อให้กะทิรู้จักตัวตนของแม่

          ลุงตองซึ่งแม่มอบหมายให้เป็นผู้พากะทิเข้ามาในห้องตู้ลิ้นชักเล่าถึงพ่อของกะทิ เขาเป็นชาวพม่า อาชีพเว็บมาสเตอร์ จึงได้รู้จักกับแม่ กะทิได้ดูภาพพ่อกับแม่ในงานต่างๆ รวมทั้งงานแต่งงาน ได้เห็นความสุขที่ฉายชัดบนใบหน้าของพ่อกับแม่

          แต่แล้วแม่ก็ตัดสินใจกลับบ้านที่เมืองไทยโดยมีกะทิอยู่ในท้อง

          ในช่วงที่สามนี้ ตัวโปรยใต้ชื่อบทแต่ละบทมีหน้าที่แตกต่างกัน บทที่ 19-22 สื่อความในใจและเป้าหมายชีวิตของแม่ “แม่รู้ว่าวันหนึ่งหนูจะมาที่นี่” “หนูคืออนาคตของแม่ตั้งแต่วันที่ชีวิตของแม่นับถอยหลัง” “รักแท้หนึ่งเดียวของแม่คือหนู” และ “หนูคือคำตอบในชีวิตของแม่”

          ในสี่บทข้างต้นนี้ซึ่งตัวโปรยสื่อความในใจของแม่ขณะกะทิทำความรู้จักตัวตนของแม่ ประวัติชีวิตของแม่ แม่กับพ่อ มีการข้ามมิติเวลาระหว่างบทที่ 19 ต่อบทที่ 20 และบทที่ 21 ต่อบทที่ 22 แต่เวลาต่อเนื่องกันระหว่างบทที่ 20 ต่อบทที่ 21 หากจะเว้นก็เพียงเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นเวลาที่กะทิลุกจากหน้าลิ้นชักแล้วเดินไปหาลุงตองเพื่อฟังลุงเล่าเรื่อง (เวลาที่เว้นนี้รวมทั้งภาพกะทิลุกเดินไปหาลุงตอง เป็นภาพที่ผู้อ่านจินตนาการเอง)

          สถานที่เป็นแห่งเดียวกันทั้งสี่บท

          ตัวโปรยใต้ชื่อบทที่ 23 “ความรักมีหลากหลายรูปแบบและสีสัน” (กะทิเจอเด็กวัยเดียวกันอีกคนซึ่งระบายความรู้สึกที่พ่อทิ้งด้วยการวาดรูปพ่อและน้องชายยืนหน้าบ้านที่ถูกไฟลุกท่วม)

          ตัวโปรยใต้ชื่อบทที่ 24 “ความสุขของคนรอบข้างคือความสุขของเราด้วย” (กะทิพบนางพยาบาลซึ่งเคยดูแลแม่และแม่เคยช่วยเหลือด้านการเงิน เมื่อนางพยาบาลผู้นี้ต้องเลี้ยงดูลูกตามลำพังหลังแยกทางจากสามีนักพนัน)

          ในบทที่ 23 กะทิได้รับรู้ว่าตนมิใช่เด็กคนเดียวที่ขาดพ่อแม่และชีวิตของตนนั้นเต็มสมบูรณ์แม้จะมีเพียงแม่ “กะทิจะวาดภาพแม่ในชุดสีชมพูหวานๆ มีปีกบางใสและถือคทาเหมือนนางฟ้า” ในบทที่ 24 กะทิภูมิใจที่เป็นลูกของแม่ ซึ่งย่อมหมายถึงการเป็นหลานของตากับยาย ของลุงตองลูกผู้พี่ของแม่ ของน้าฎาผู้ช่วยของแม่และน้ากันต์คนรักของน้าฎา แม่ให้โอกาสกะทิตัดสินใจว่าจะส่งจดหมายถึงพ่อหรือไม่

          ดังนั้น ในบทที่ 25 กะทิจึงตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ปรากฏในตัวโปรยว่า “ขอเพียงหัวใจเป็นสุข” แล้วกลับบ้านริมคลองในบทที่ 26 โดย “ทิ้งอดีตไว้ให้เป็นเพียงเงา” กะทิไม่จำเป็นต้องไปตามหาหรือพบหน้า “ปริศนาชีวิตชิ้นสุดท้าย” ซึ่งก็คือพ่อ พ่อคืออดีตซึ่งสมควรทิ้งไว้ให้เป็นเพียงเงา เพราะหัวใจกะทิเป็นสุขแล้วด้วยอิ่มรักจากแม่และจากคนรอบข้าง

          นอกจากจะ ‘เล่น’ กับตัวโปรยให้ช่วยสร้างตัวละคร สื่อความสนใจของตัวละคร แสดงการเรียนรู้ชีวิตของตัวละครแล้ว ผู้แต่งยัง ‘เล่น’ กับชื่อบททั้ง 26 บทอีกด้วย

          ‘เล่น’ อย่างไรโปรดติดตามฉบับหน้า

    

    

ความสุขของกะทิ (จบ) บทความพิเศษ โดย วัลยา วิวัฒน์ศร – มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 3-9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1368 หน้า 90

บับที่แล้วลงท้ายไว้ว่า นอกจากจะ ‘เล่น’ กับตัวโปรยให้ช่วยสร้างตัวละคร สื่อความในใจและแสดงการเรียนรู้ของตัวละครแล้ว ผู้แต่งยัง ‘เล่น’ กับชื่อบททั้ง 26 บทอีกด้วย

          ในช่วง 9 บทแรก ผู้แต่งตั้งชื่อบทเรียงตามลำดับดังนี้ “กระทะกับตะหลิว” “ปิ่นโต” “กะละมังกับไม้หนีบผ้า” “เรืออีแปะ” “ศาลาริมน้ำ” “โอ่งและอ่าง” “กระต่ายขูดมะพร้าว” “ไม้ขัดหม้อ” และ “กระถางธูป”

          ชื่อบทเหล่านี้ช่วยสร้างภาพวิถีชีวิตชาวบ้านต่างจังหวัด ชีวิตในครัวเรือนแบบไทยๆ ข้าวของเครื่องใช้ที่เลือกมาแสดงชีวิตประจำวันของกะทิและญาติผู้ใหญ่ เรืออีแปะและศาลาริมน้ำเป็นส่วนประกอบของวิถีชีวิตผู้คนซึ่งสัญจรไปตามแม่น้ำลำคลอง ผู้แต่งเผยชื่อเมืองในช่วงที่สาม ท้ายบทที่ 21 สำหรับผู้อ่านที่รู้จักชนบทของอยุธยาก็พอจะคาดเดาได้

          นอกจากจะแสดงวิถีชีวิตแล้ว ผู้แต่งยังให้สิ่งของหรือสถานที่อันเป็นชื่อบทช่วยสร้างความหมายสื่อถึงผู้อ่านเกี่ยวพันกับเนื้อเรื่องอีกด้วย

          “กระทะกับตะหลิว” มิเพียงเป็นตัวเปิดเรื่อง ปลุกกะทิให้ตื่นด้วยเสียงของมัน เพื่อให้ผู้อ่านติดตามทุกขั้นตอนชีวิตของเด็กน้อยตัวละครเอกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นตัวแสดงอารมณ์ของยายเวลาที่ตากระเซ้าเย้าแหย่ กะทิเลือกที่จะกลับมาฟังเสียงตะหลิวกระทบกระทะของยาย

          “ศาลาริมน้ำ” ใช้เป็นสถานที่เปิดเผยภูมิหลังของตา “ไม้ขัดหม้อ” ใช้แสดงความขัดแย้งกับวิถีชีวิตในวัยสาวของยายและเป็นโอกาสให้ตาได้พูดเผยภูมิหลังของยาย โอ่งใน “โอ่งและอ่าง” มีไว้ให้กะทิลงไปนั่งเล่นและเผอิญได้ยินคำพูดสำคัญของตา “กระต่ายขูดมะพร้าว” แสดงความสำคัญของพี่ทอง บทแรก “กระทะกับตะหลิว” เริ่มกิจวัตรประจำวันของกะทิ “กระถางธูป” อันเป็นบทสุดท้ายของช่วงแรก ก็จบกิจวัตรประจำวันของเด็กน้อย นั่นก็คือการสวดมนต์ก่อนเข้านอนในห้องพระ

          เมื่อถึงช่วงบ้านชายทะเล ชื่อบททั้ง 9 บทแสดงภูมิทัศน์และธรรมชาติ มี “หางนกยูง” “ปูลม” “ผักบุ้งทะเล” “แมงกะพรุน” “ลั่นทม” “ปึ่ง” “ต้นสน” “จักจั่น” และ “พยับหมอก”

          และเช่นเดียวกับที่ซ่อนชื่อเมืองอันเป็นที่ตั้งบ้านริมคลอง ผู้แต่งก็ซ่อนชื่อเมืองชายทะเลนี้ไว้จนถึงบทที่ 16 คำว่า หัวหิน และเขาตะเกียบจึงปรากฏ ผู้อ่านพอจะคาดเดาได้เลาๆ เมื่ออ่านเจอตั้งแต่บทแรกว่าชายทะเลนี้มีสนามบิน และต้นหางนกยูงถูกตัดทิ้งจำนวนมากก่อนสร้าง

          ชื่อบทเหล่านี้ก็มีหน้าที่ในตัวบทเช่นเดียวกับชื่อบทในช่วงแรก ผู้แต่งเลือกมาเพราะต้องการใช้สื่อหรือสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ในบรรดาชื่อบททั้ง 9 บทนี้ มีชื่อดอกไม้อยู่สามพันธุ์ที่พบได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่จำกัดเฉพาะชายทะเล นั่นคือ หางนกยูง ลั่นทม และพยับหมอก

          ผู้แต่งเลือกเปิดฉากช่วงที่สองด้วยสีแดงของดอกหางนกยูง กะทิเก็บกิ่งดอกหางนกยูงที่ร่วงบนพื้นไปฝากแม่ ประโยคสุดท้ายของบทนี้มีความว่า

          “ดอกหางนกยูงปักอยู่ในแจกันแก้ววางอยู่ข้างเตียง (ของแม่) แล้ว”

          สำหรับบทบาทของลั่นทมได้กล่าวแล้วในฉบับก่อน

          ผู้แต่งเลือกดอกพยับหมอกสีม่วงอมฟ้าหม่นเป็นบทสุดท้ายของช่วงที่สอง แม่ชอบดอกไม้ชนิดนี้ แต่พยับหมอกคลี่กลีบดอกวันที่แม่จากโลกไป กะทิจึงเป็นผู้ชมดอกไม้แทนแม่

          หากสีแดงของดอกหางนกยูงเป็นตัวแทนของความยินดีในหัวใจของกะทิที่จะได้พบแม่ สีม่วงอมฟ้าของดอกพยับหมอกก็น่าจะสื่อความโศกเศร้าของหัวใจดวงเดียวกันเมื่อแม่ลาลับไป

          สำหรับหน้าที่และความหมายของชื่อบทอื่นๆ ในช่วงที่สองนี้ ขอเชิญท่านผู้อ่านรับรู้ด้วยตนเองจากนวนิยาย

          ชื่อบทในช่วงที่สามแสดงนัยยะหลากหลาย “พวงกุญแจ” ไขเข้าบ้านกลางเมืองและไขปริศนาชีวิตของกะทิ “ลิ้นชัก” เก็บความทรงจำของแม่ “กระเป๋าเดินทาง” ของแม่นักเดินทางเพราะทำงานในต่างแดนและเป็นเพื่อนแม่กลับเมืองไทยพร้อมกะทิในท้อง “กระจกเงา” ที่เคยสะท้อนภาพแม่สะท้อนภาพกะทิในขณะนี้ “ดินสอสี” วาดภาพบ้านไฟลุกท่วมหรือภาพแม่งามดั่งนางฟ้า “ชิงช้า” บอกจังหวะ ส่ง ไม่ส่ง ส่ง ไม่ส่ง (จดหมาย) “ตู้ไปรษณีย์” คล้ายจะสมรู้ร่วมคิดกับกะทิ และ “บ้านทรงไทย” หรือบ้านริมคลองที่กะทิเลือกกลับไป

          ที่น่าสนใจคือผู้แต่งเลือกจะบรรยายลักษณะบ้านและความเป็นมาของบ้านในบทนี้อันเป็นบทที่ 26 บทก่อนส่งท้ายเท่านั้น

          อ่านดีๆ ก็มีคำตอบค่ะ

 

ารเล่นเจ้าล่อเอาเถิดระหว่างผู้แต่ง ทำให้อ่านสนุก เพราะผู้อ่านช่วยสร้างความหมายจากข้อมูลที่ผู้แต่งซ่อนไว้ตรงนั้นตรงนี้

          เมื่อผู้อ่านอยากจะรู้ว่า กะทิชื่อจริงว่าอะไร อายุกี่ขวบ ก็ต้องตามหาเอา กว่าจะรู้ชื่อก็ท้ายบทที่ 13 ซึ่งบอกทั้งชื่อและวันเกิด กะทิชื่อ เด็กหญิงณกมล พจนวิทย์ เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2536
 กะทิเกิดวันแห่งความรัก ตามคำบอกเล่าของแม่ ชื่อมีความหมายว่า แห่งหัวใจ สำหรับนามสกุลนั้น ท่านผู้อ่านคงจะหาที่มาและความหมายได้โดยไม่ยาก

          กะทิอายุเท่าไหร่

          แม่เล่าบรรยายภาพถ่ายว่าพากะทิไปเที่ยวสิงคโปร์ตอนอายุ 3 ขวบกว่า (บทที่ 14) เมื่อกะทิอยู่ตามลำพังบนเรือกลางน้ำท่ามกลางสายฝน ผู้ที่มาช่วยกะทิไว้ได้คือพี่ทอง “เพราะตื่นเต้นกับ ‘สาวชาวกรุง’ วัยสี่ขวบมาก” จึงพายเรือตามมา (บทที่ 15) ตัวโปรยใต้ชื่อบทที่ 10 ความว่า “นานหลายปีทีเดียวที่กะทิไม่ได้พบแม่”

          ผู้เขียนบทความจึงสรุปได้ว่า แม่จำเป็นต้องให้กะทิอยู่กับตาและยายเมื่อกะทิอายุ 4 ขวบ กะทิไม่ได้พบแม่หลายปีทีเดียว หลายปีที่ว่าจึงน่าจะเป็น 4-5 ปีอย่างน้อย ข้อมูลเรื่องอาการป่วยของแม่ระบุว่า “แม่ป่วยมาได้นานเกือบจะ 5 ปีแล้ว” (บทที่ 11) ดังนั้นกะทิจึงน่าจะอายุแปด-เก้าขวบ

          หากเอาปี พ.ศ. ที่พิมพ์หนังสือเล่มนี้ครั้งแรกตั้ง ลบด้วยปีเกิดของกะทิ และลบด้วยเวลาที่ใช้ในการวาดภาพประกอบ จัดหน้า จัดรูปเล่ม และตีพิมพ์ ก็จะได้อายุของกะทิเก้าขวบเช่นกัน

 

ชีวิตของกะทิยังมีปริศนาเกี่ยวกับพ่อ ผู้แต่งแย็บผู้อ่านเล่นด้วยประโยคเด็ดของลุงตองในบทที่ 12 ลุงตองทักกะทิว่า “ไงจ๊ะสาวพม่าคนสวยของลุง” แล้วยายส่งสายตาขุ่นเขียวไปให้ลุงตอง

          ผู้อ่านจะหายมึนงงจากหมัดแย็บก็ท้ายบทที่ 21 เมื่อเชื้อชาติของบิดากะทิเปิดเผยในประโยคที่ว่า “สาวอยุธยารับรักหนุ่มที่มีวงศ์วานอยู่มัณฑะเลย์”

 

ผู้แต่งยังเล่นเจ้าล่อเอาเถิดกับผู้อ่านในการสร้างตัวละครลุงตองประโยคเปิดบทที่ 12 ซึ่งเป็นคำพูดของลุงตอง มีความว่า “แม่โฉมชฎา ถ้าหล่อนไม่รวมหัวรวบหาง ฉันจะกินกลางตลอดตัวซะเอง แล้วอย่ามาว่ากันนะ”

          ผู้อ่านสะดุด ‘ฉันจะกินกลางตลอดตัวซะเอง’ เพราะน้ากันต์ คนที่จะถูก ‘กิน’ นั้นเพศเดียวกับลุงตอง ต่อมาในบทเดียวกัน ลุงตองส่งเสียงดังว่าน้ากันต์ไม่ต้องมายืน “ทำหล่อ” แถวนี้ นอกจากนี้ ผู้แต่งยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าลุงตองนั้นเก่งเรื่องการตกแต่งประดิดประดอย “มือของลุงตองเหมือนมีคาถาวิเศษ หยิบจับอะไรมาวางตรงไหนดูสวยเข้าทีไปหมด”

          เพื่อให้ผู้อ่านแน่ใจว่าตีความเรื่องโรคแสลงหญิงของลุงตองไม่ผิด ผู้แต่งเพิ่มข้อมูลผ่านปากแม่ของกะทิในบทที่ 14 “ลุงตองไม่ได้เล่นเทนนิส แต่ชอบมาขลุกที่ชมรม ดูหนุ่มๆ”

          ในบทที่ 22 ผู้แต่งแสดงนิสัยจุกจิกยิ่งกว่าผู้หญิงของลุงตองเมื่อพากะทิไปกินอาหารบุฟเฟต์ “ลุงตองส่งเสียงอยู่ข้างหลังว่า ชอบอะไรก็ตักมาเลยหนึ่งจาน อีกจานเป็นของอยากชิม แยกไว้อย่าปนกัน ชิมแล้วชอบค่อยตักอีกที”

          เมื่อนำข้อมูลทั้ง 5 ประการมาวางเรียงกันก็ไม่อาจตีความธรรมชาตินิสัยของลุงตองเป็นอื่นไปได้

 

อกจากจะได้สนุกในการปะติดปะต่อข้อมูล ผู้อ่านยังได้หัวเราะเป็นระยะๆ เพราะผู้แต่งแทรกอารมณ์ขันไว้ ขอยกตัวอย่าง อาหารบุฟเฟต์มื้อกลางวันที่วัดของพี่ทอง (บทที่ 2) คำพูดยั่วล้อของตา “วิ่งผ่านน้ำเสร็จแล้วหรือ” (บทที่ 1 เพราะกะทิอาบน้ำเร็วมาก) “ไม้ขัดใจ” (บทที่ 8 แทนไม้ขัดหม้อ)

          แน่ละ อารมณ์ขันไม่ใช่ประเด็นหลักของนวนิยายเรื่องนี้ หากเป็นอารมณ์สะเทือนใจซึ่งสอดคล้องกับแก่นเรื่องหลัก นั่นคือความรักความผูกพันระหว่างแม่ลูก มีหลายตอนที่ผู้อ่านน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว

          เมื่อกะทิตัดสินใจเลือกกลับไปอยู่กับตาและยายที่บ้านทรงไทยริมคลอง เพราะ “กะทิรักทุกอย่างที่บ้านหลังนี้ พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดนี้ และไม่มีชิ้นส่วนใดในชีวิตตกหล่นพลัดหายให้ต้องติดตามหาอีกแล้ว” (บทที่ 26) ผู้แต่งก็ตวัดปากกาเขียนประโยคจบในบทส่งท้ายว่า “แล้วเสียงตะหลิวของยายก็จะปลุกให้กะทิตื่นขึ้นพบกับโลกใบนี้อีกครั้ง”

          เป็นประโยคที่ส่งกลับไปยังประโยคเปิดเรื่องในบทที่ 1 “เสียงกระทะกับตะหลิวปลุกให้กะทิตื่นขึ้นเหมือนวันก่อนๆ” ตัวละครเอกกลับไปอยู่อย่างอบอุ่นในสถานที่เดิม และนับแต่นี้ไม่มีปริศนาให้พะวงสงสัยอีกต่อไป แม้ความเศร้ายังแฝงตัวอยู่ แต่ใจของกะทิเต็มอิ่ม กะทิได้กลับมา ‘บ้าน’ แล้ว

          ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่าเพราะผู้แต่ง ‘เล่น’ กับองค์ประกอบต่างๆ ของนวนิยายด้วยเชิงชั้นของช่างเขียนอักษร หนังสือบางๆ เล่มนี้จึงลุ่มลึกด้วยความหมาย ส่งสารรักแห่งสถาบันครอบครัวมาให้ผู้อ่านได้ประทับใจและขบคิด

          ขอขอบคุณผู้แต่งที่นำความสุขมาให้และขอขอบคุณคณะกรรมการซีไรท์ทั้งสองชุดที่เห็นคุณค่าของนวนิยายเรื่องนี้ 

Posted in บทวิจารณ์, หนังสือเดินทาง | Tagged: , , | Leave a Comment »