ห นั ง สื อ เ ดิ น ท า ง

where the books have been, and what people think about them…

Archive for the ‘หนังสือเดินทาง’ Category

เรื่องของคน โดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

Posted by bookstravel บน สิงหาคม 15, 2009

coverinstinctคุณนรินทร์มีหนังสือออกมาหลายเล่มแล้ว เป็นแนวเศรษฐศาตร์-กลยุทธ์-การลงทุน เคยเห็นวางขายที่ B2S เราไม่เคยซื้อมาอ่าน แต่เราติดตามอ่านบล็อก (http://1001ii.wordpress.com) ของคุณนรินทร์อยู่แบบห่าง ๆ

(จะว่าไปเรารู้จักบล็อกของคุณนรินทร์ ก่อนที่จะรู้จักหนังสือของเขาซะอีก :P)

เวลาที่มีหนังสือเล่มใหม่ คุณนรินทร์ก็อัพเดทในบล็อกด้วย “เรื่องของคน” นี่มีคนมาคอมเมนต์หลายคนมากว่าอ่านสนุก ไอเดียน่าสนใจ วันก่อนไปร้านหนังสือ เราก็เลยซื้อมาอ่าน ก็อ่านสบาย ๆ เพลิน ๆ ความที่เล่มบาง ๆ ด้วย ก็เลยอ่านรวดเดียวจบ มีไอเดียน่าสนใจหลาย ๆ เรื่อง บางเรื่องเป็นเรื่องที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน

พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ได้ไปฟังพ็อดคาสต์ที่เว็บช่างคุย ตอนที่ ๑๓๕ เล่าเรื่องหนังสือ Predictably Irrational ของ Dan Areily ตกลงว่านี้มันคนละเรื่องเดียวกันนี่นา

พอไปคุยกันต่อในเว็บบอร์ดช่างคุยว่าไอเดียหนังสือเล่มนี้บางส่วนน่าจะมาจาก Predictably Irrational เพื่อนเราก็เลยอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ขึ้นมามั่ง เลยเข้าทางเราที่จะได้รื้อโครงการหนังสือเดินทางขึ้นมาใหม่ เราก็เลยส่งหนังสือเล่มนี้ไปเกาะพงัน ดูซิว่าจากเกาะพงันแล้ว หนังสือเล่มนี้จะเดินทางไปไหนต่อ

(ว่าแต่เราจะได้รู้ข่าวของหนังสือเล่มนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะหนังสือสือ ๒ เล่มแรกที่เราส่งไปก็หายเงียบไปเลย…)

Posted in หนังสือเดินทาง | Tagged: | Leave a Comment »

หนังสือเดินทางเล่มที่ ๓ – ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ

Posted by bookstravel บน ตุลาคม 30, 2007

Le Scaphandre et le papillonตอนที่คุณวัลยา วิวัฒน์ศรแปลหนังสือ “ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ” เป็นภาษาไทยใหม่ๆ เราได้อ่านบทความจากมติชนสุดสัปดาห์แล้วก็รู้สึกทึ่งมาก เวลาผ่านมาหลายปีหลายๆ คนก็คงพอจะเคยได้ยินเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้มาบ้างแล้ว แต่เราก็จะเล่าให้ฟังอยู่ดี 🙂

คนเขียนหนังสือเล่มนี้ชื่อฌ็อง-โดมินิก โบบี้ เคยเป็นบรรณาธิการนิตยสารแอลล์ฉบับฝรั่งเศส เขาเป็นสโตรค (เส้นเลือดสมองแตก) สลบไป ๒๐ วัน พอฟื้นขึ้นมาก็เป็นอัมพาตเกือบทั้งตัว เคลื่อนไหวศีรษะได้เล็กน้อยและกระพริบตาซ้ายได้ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่สมองของโบบี้แจ่มใสเหมือนคนปกติธรรมดา

อาการของโบบี้มีศัพท์ทางการแพทย์ว่า Lock-in Syndrome (LIS) คนไข้ LIS ไม่สามารถสื่อสารกับโลกภายนอกได้เพราะร่างกายเป็นอัมพาตทั้งหมด แต่ในระหว่างที่โบบี้ “ถูกขัง” อยู่ในร่างกายตัวเองเขาสามารถเขียนหนังสือชุดประดาน้ำและผีเสื้อด้วยดวงตาข้างซ้ายของเขา ส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้กับซ็องดรีน นักสัทวิทยาที่พยายามจะใช้รหัสติดต่อสื่อสารกับโบบี้

ซ็องดรีนจะท่องตัวอักษรไปเรื่อยๆ และโบบี้จะกระพริบเปลือกตาเมื่อถึงตัวอักษรที่ต้องการ เธอก็จะจดตัวอักษรตัวนั้นไว้ และเริ่มท่องตัวอักษรใหม่ จากตัวอักษรรวมเป็นคำ จากคำรวมเป็นประโยค จากประโยคกลายเป็นวิธีที่โบบี้สื่อสารกับคนอื่น และกลายเป็นหนังสือชุดประดาน้ำและผีเสื้อ

เวลาเราเขียนบล็อก เราจะพิมพ์ในเวิร์ดโพรเซสเซอร์ก่อน ซึ่งเราก็จะพิมพ์แล้วลบ-ลบแล้วพิมพ์ แก้ไขตรงโน้น-ย้ายประโยคตรงนี้ไปตรงนั้น กว่าจะได้บทความสักเรื่องหนึ่ง

แต่โบบี้เขียนชุดประดาน้ำฯด้วยเปลือกตา… เราอ่านเจอว่า การเขียนแต่ละคำใช้เวลาประมาณสองนาที หนังสือชุดประดาน้ำกับผีเสื้อต้องใช้การกระพริบตาถึงประมาณสองแสนครั้ง แต่ที่เราคิดว่ายากไปกว่าการกระพริบตาคือ โบบี้ต้องแต่งเรื่องราวทั้งหมดในสมอง แก้ไข ขัดเกลาทุกอย่างให้เสร็จสรรพในสมอง ท่องจำให้แม่นยำ แล้วค่อยๆ บอกให้คนเขียน “ตามการกระพริบตา”

โบบี้เขียนหนังสือชุดประดาน้ำและผีเสื้อเสร็จในเวลา ๒ เดือน (โบบี้ทำงานร่วมกับโกล๊ด มองดิบิล บรรณาการต้นฉบับอิสระจากสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์ ในระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙)

ความที่เราอ่านหนังสือเล่มนี้ไปเมื่อนานมาแล้ว พอจะเอามาเป็นหนังสือเดินทาง เราก็เลยย้อนกลับไปอ่านซ้ำอีกรอบ คราวนี้ได้มุมมองที่ลึกซึ้งขึ้นในแง่ของสภาพจิตใจและความคาดหวังของโบบี้ เพราะเราได้มีประสบการณ์โดยตรงจากคนใกล้ตัวที่เป็นอัมพาตจากสโตรค (แม่เราเพิ่งเป็นอัมพาตเมื่อปีที่แล้ว) เรารู้สึกนับถือการมองโลกในแง่ดีของโบบี้มากขึ้นไปอีก

หนังสือชุดประดาน้ำฯฉบับภาษาฝรั่งออกวางขายครั้งแรกวันที่ ๖ มีนาคม ๑๙๙๗ ได้รับคำวิจารณ์ดีเยี่ยม ขายได้ถึง ๑๕๐,๐๐๐ เล่มในสัปดาห์แรก โบบี้เสียชีวิตในอีก ๓ วันถัดมาเพราะหัวใจล้มเหลว หนังสือเล่มนี้ถูกแปลไปเป็นภาษาต่างๆ และเป็นหนังสือแนะนำในภาษาเหล่านั้น ล่าสุดเรื่องนี้ถูกเอาไปทำเป็นภาพยนตร์ ทำให้ผู้กำกับ Julian Schnabel ได้รับรางวัล Best Director จากงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี ๒๐๐๗ 

ถ้าคนเราไม่หมดความหวัง-ไม่สิ้นศรัทธา อะไรก็เป็นไปได้ ข้อความที่ส่งผ่านเปลือกตาซ้ายอย่างไร้เสียง ก็สามารถดังกระหึ่มให้คนทั่วโลกได้ยินไปอีกนาน

 

== แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ
หรือ อัพเดทเส้นทางการเดินทาง เขียนข้างล่างเลยค่ะ ==

Posted in หนังสือเดินทาง | Tagged: , , , , , , , , | Leave a Comment »

หนังสือเดินทางเล่มที่ ๔ – เกมชีวิตพิชิต ๑,๐๐๐ ล้าน

Posted by bookstravel บน ตุลาคม 17, 2007

เราเขียนเกี่ยวกับหนังสือเรื่อง เกมเศรษฐีไว้ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ไว้ว่าอย่างนี้

เมื่อวันก่อนเข้าร้านหนังสือ ว่าจะหาหนังสืออ่านเล่นๆ ฆ่าเวลา ไปเจอหนังสือชื่อ “เกมชีวิตพิชิต ๑,๐๐๐ ล้าน” ในคำนำเขียนบอกว่า ถ้าก่อนนอนคิดจะนอนเร็ว ก็อย่าเพิ่งอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะจะวางไม่ลง เราไม่ค่อยเชื่อคำโฆษณาหรอกนะ แต่หลังจากพลิกดูบทนำและอ่านเนื้อหาอีกนิดหน่อยแล้วก็ซื้อ

ปรากฏว่าเราอ่านระหว่างกินข้าวเย็น (ที่จริงเขาบอกว่า ไม่ควรอ่านหนังสือระหว่างกินข้าวนะ แต่เราก็ทำประจำ) กลับไปบ้าน อาบน้ำแล้วก็ก่อนนอนก็หยิบมาอ่านต่อ พอจบบทก็วางลง หลับปุ๋ยสบาย 🙂

แต่ที่จริงหนังสือก็สนุกนะ อ่านจบอย่างรวดเร็วจริงๆ สมกับที่เขาบอกว่าวางไม่ลง เราซื้อไปวันศุกร์เย็น พอสายๆ วันอาทิตย์ก็จบแล้ว

เกมชีวิต พิชิต ๑,๐๐๐ ล้านเกมชีวิตฯ เป็นเรื่องของเด็กหนุ่มชาวอินเดียที่เป็นพนักงานเสิร์ฟเหล้าในบาร์แห่งหนึ่ง เขาสมัครไปเล่นเกมเศรษฐีเวอร์ชั่นอินเดีย แล้วตอบคำถามถูกจนครบได้เงินรางวัลแจ็คพ็อตหนึ่งพันล้านรูปี แต่เจ้าของรายการก็แจ้งตำรวจให้จับเด็กหนุ่มคนนี้ ข้อหาฉ้อโกง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เด็กที่ไม่ความรู้กระทั่งว่าสกุลเงินที่ใช้ในประเทศฝรั่งเศสคืออะไร (ถ้าคุณตอบว่า “ฟรังก์” คุณตอบผิด! คำตอบคือ “ยูโร”) หรือประธานาธิบดีของสหรัฐชื่ออะไร ฯลฯ แต่กลับตอบคำถามได้ครบ (จำไม่ค่อยได้ ไม่แน่ใจว่า ๑๒ หรือ ๑๓ ข้อ)

เจ้าของรายการบอกว่า การทำรายการที่ตั้งเงินรางวัลสูงขนาดนี้ บริษัทวางแผนว่าจะต้องทำรายการไปเรื่อยๆ ประมาณ ๘ เดือน ถึงจะ “ยอม” ให้มีผู้ชนะรางวัลแจ็คพ็อตได้ เพราะเมื่อถึงตอนนั้น บริษัทก็ได้เงินจากโฆษณาต่างๆ จนคุ้มทุน และมีเงินพอที่จะจ่ายรางวัลแล้ว แต่ไอ้เจ้าเด็กหนุ่มที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ใช้ชีวิตอยู่แต่ในสลัม กลับทำให้แผนที่วางไว้พังทลาย เจ้าของรายการก็เลยใช้เส้นสายตำรวจ เอาเด็กหนุ่มคนนี้เข้าคุก

เด็กหนุ่มโดนซ้อม โดนประทุษร้ายร่างกายสารพัด เพื่อให้สารภาพออกมาว่า ใช้กลโกงอะไรตอนที่ไปเล่นเกม สุดท้ายมีทนายสาวมาช่วยประกันตัวเด็กหนุ่มออกไป และบอกว่าเธอจะช่วยสู้คดีให้ ถ้าเขาเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง เด็กหนุ่มบอกว่า เขาไม่ได้โกง แล้วก็ไม่ได้เก่งกล้าสามารถอะไรเลย เพียงแต่ “โชคดี”

ทนายถามว่า “เธอโชคดีที่เดาคำตอบได้ทั้งหมดเหรอ” เด็กหนุ่มบอกว่า “ไม่ใช่ เขาโชคดีที่ ‘รู้’ คำตอบ ต่างหาก” คำถามต่างทั้งหมดที่ถามในรายการ บังเอิญเป็นเรื่องที่เขา ‘รู้’ ทั้งหมด

ทนายถามว่า แล้วเธอ ‘รู้’ คำตอบได้ยังไง เด็กหนุ่มบอกว่า ก็ไม่รู้เหมือนกัน มันเหมือนกับที่เราไม่รู้ว่า เราหายใจได้ยังไง แต่เราก็หายใจได้ ทนายบอกว่า งั้นฉันต้องรู้เรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่เธอเกิดมาหรือไง ถึงจะได้รู้ว่าเธอรู้คำตอบได้อย่างไร สุดท้ายทนายก็ให้เด็กหนุ่มเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาที่เกี่ยวกับคำถามแต่ละข้อให้เธอฟัง

เรื่องราวในหนังสือก็เลยแบ่งเป็นตอนๆ ตามมูลค่าของคำถาม เช่น คำถามมูลค่า ๑,๐๐๐ รูปี, คำถามมูลค่า ๒,๐๐๐ รูปี, ไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงคำถามมูลค่า ๑,๐๐๐ ล้านรูปี

คนเขียนหนังสือเล่มนี้เคยเป็นนักการทูตชาวอินเดีย (วิคัส ซวารับ) เขียนหนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มแรกก็ดังเลย เขาเดินเรื่องกระชับน่าติดตาม เปิดเผยตีแผ่ชีวิตของคน(จน)ในเมืองต่างๆ ของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นเดลลี มุมไบ อักรา อ่านแล้วนึกภาพตามก็จะรู้สึกว่าชีวิตคนจนอินเดียนี่รันทดอดสูสุดๆ แต่นิยายเรื่องนี้โอเคนะ ไม่รันทดเท่าไหร่ ตัวเอกโชคดีกว่าคนจนอื่นๆ อีกเป็นล้านๆ คน คนแปลก็แปลได้ดี (บุณฑริกา ทับเกตุ) อ่านแล้วไม่รู้สึกติดขัด

เห็นเขาเขียนในหนังสือว่า มีคนซื้อเรื่องไปทำหนังแล้วด้วย ไม่รู้ว่าใครซื้อ ถ้าฮอลลีวู้ดซื้อไป คนไทยก็อาจจะได้ดู แต่ถ้า “บอลลีวู้ด” ซื้อไป ก็คงไม่มีใครซื้อมาฉายในไทย เพราะคนไทยคงไม่นิยมหนังแขกซักเท่าไหร่หรอกมั้ง 🙂

 

== แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ เกมชีวิตพิชิต ๑,๐๐๐ ล้าน
หรือ อัพเดทเส้นทางการเดินทาง เขียนข้างล่างเลยค่ะ ==

Posted in หนังสือเดินทาง | Tagged: , , , , , , | 2 Comments »

หนังสือเดินทางเล่มที่ ๒ – ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์

Posted by bookstravel บน เมษายน 19, 2007

ตามหาพระจันทร์

ตอนต่อของ ความสุขของกะทิ 

== แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์ หรือ อัพเดทเส้นทางการเดินทาง เขียนข้างล่างเลยค่ะ ==

Posted in หนังสือเดินทาง | Tagged: , , , | Leave a Comment »

ความสุขของกะทิ โดย วาณิช จรุงกิจอนันต์

Posted by bookstravel บน เมษายน 18, 2007

ความสุขของกะทิ โดย วาณิช จรุงกิจอนันต์ – มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 7-13 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1238 หน้า 77

“ความสุขของกะทิ” เป็นชื่อหนังสือของ งามพรรณ เวชชาชีวะ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ “แพรว-เยาวชน” ในเครือบริษัทอัมรินทร์ หนังสือออกมาตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมเพิ่งได้อ่าน ยืนยันว่าเป็นหนังสือดีที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่ได้อ่านหนังสือมาในระยะหลังๆ นี้

          ยืนยันว่าเป็นงานเขียนนิยายที่ดีอย่างยิ่งเรื่อหนึ่ง เมืองไทยเราไม่ค่อยมีนิยายดีๆ

          และยืนยันว่า “ความสุขของกะทิ” ไม่ใช่หนังสือเยาวชน อย่างน้อยก็ไม่ใช่หนังสือสำหรับเด็ก อาจจะพูดได้ว่าเป็นหนังสือที่เด็กอ่านได้ผู้ใหญ่อ่านดี แต่เด็กอ่านหรือเยาวชนอ่านอาจจะไม่จับใจประทับใจเท่ากับผู้ใหญ่อ่าน

          ผมว่าสำนักพิมพ์แพรวจัดช่องหนังสือเล่มนี้ผิด เห็นว่าเป็นเรื่องของเด็กก็เลยใส่ไว้ในช่องของวรรณกรรมเยาวชน

          พอระบุบ่งตรงเผงไปว่าเป็นหนังสือสำหรับเยาวชน ผู้ใหญ่ก็จะขยับหนี อันนี้เป็นความผิดพลาดของสำนักพิมพ์ ซึ่งผมก็ถือว่าร้ายแรง พอบอกว่าเป็นหนังสือสำหรับเยาวชนผมก็ไม่ค่อยนึกอยากอ่าน ยิ่งจัดทำรูปเล่มหน้าตาเป็นหนังสือเยาวชน ผมก็ยิ่งไม่อยากอ่าน ผู้อ่านผู้ใหญ่ทั่วไปทั้งหลายก็คงจะคิดทำนองเดียวกับผม

          หนังสือเล่มนี้ควรจะจัดพิมพ์ในนามสำนักพิมพ์แพรวที่ไม่ใช่ช่องเยาวชน และควรระบุไว้ให้ชัดเจนว่าเป็นงานเขียนนิยาย (ขนาดสั้น) เรื่องแรกของงามพรรณ เวชชาชีวะ
คุณงามพรรณเธอมีชื่อในเรื่องการแปลงานวรรณกรรมต่างประเทศ เป็นที่รู้กันดี

          ถ้าทำอย่างที่ผมว่าหนังสือเล่มนี้ ก็จะอยู่ถูกที่ถูกทาง และเมื่อเห็นว่าเป็นนิยายเล่มแรกของ งามพรรณ เวชชาชีวะ ยังไงๆ ผมก็ต้องหามาอ่าน บอกไว้เผื่อสำนักพิมพ์จะจัดพิมพ์ใหม่ในครั้งต่อไป จะได้จัดรูปเล่มหน้าตาให้ถูกต้องตามที่ควร

          เสียดายจริง นิยายเรื่อง “ความสุขของกะทิ” ควรมีสิทธิ์ได้ส่งเข้าประกวดชิงรางวัลซีไรท์
เข้าใจว่าคงเป็นความคุ้นชินนะครับ ที่พอเห็นว่าตัวละครเอกเป็นเด็ก ก็มีแนวโน้มที่จะจัดประเภทไว้ให้เป็นหนังสือสำหรับเด็ก ซึ่งไม่ใช่เลย มันต้องพิจารณาเรื่องราว เนื้อหา และอะไรอื่นๆ อีกหลายอย่าง ผมมีนิยายของตัวเองเรื่องหนึ่งชื่อ “ตุ๊กตา” ตัวละครเอกเป็นเด็ก แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเขียนนิยายเรื่องนี้เป็นหนังสือสำหรับเด็กหรือวรรณกรรมเยาวชนเลย และมีหนังสือรวมเล่มอยู่เล่มหนึ่ง ชื่อว่า “บ้านเกิดและเพื่อนเก่า” เป็นเรื่องที่เขียนจากประสบการณ์ชีวิตวัยเด็ก ก็ไม่เคยคิดในขณะที่เขียนว่าตัวเองเขียนหนังสือเด็กหรือวรรณกรรมเยาวชน          หยิบมาอ่านในวันนี้กลับรู้สึกว่า “บ้านเกิดและเพื่อนเก่า” นั้นเป็นวรรณกรรมเยาวชน ยังนึกกับตัวเองว่า เออ เราเขียนวรรณกรรมเยาวชนโดยที่ไม่รู้ตัว เขียนดีเสียด้วยซี

          “ช่างสำราญ” ของ เดือนวาด พิมวนา ที่ได้รับรางวัลซีไรท์ในประเภทนิยายเมื่อปีที่ผ่านมา นั่นก็เป็นวรรณกรรมเยาวชน ไม่ใช่ประเภทนิยายนะครับ เป็นอะไรทำนองเดียวกับ “บ้านเกิดและเพื่อนเก่า” ของผม

          ผมอ่าน “ความสุขของกะทิ” รวดเดียวจบ วางไม่ลง ยากนะครับที่จะมีหนังสือเล่มไหนเอาผมอยู่แบบรวดเดียวจบ ผมไม่ได้อ่านนิยายเรื่องไหนที่วางไม่ลงมานานเต็มที แต่ระหว่างที่อ่านนั้น ผมก็ต้องคว่ำหนังสือไปป้ายน้ำตาอยู่หลายครั้ง อ่านจบแล้วก็นั่งอึ้งอยู่นาน

          ผมคิดว่าผมจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ จะเขียนอย่างไรดี
ผมมีชื่ออยู่ในเรื่องของการวิจารณ์หนังสือแบบ “ดังทางด่า” เรื่องชื่นชมนี่ บอกตรงๆ ว่า ผมไม่ถนัดเอาเลย รู้สึกว่าตัวเองมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องความรู้และศัพท์แสงถ้อยคำที่จะใช้ในการเขียน ไม่ได้ร่ำเรียนอะไรมาในสาขาวิชาการแถวนี้ คำแรกวลีแรกที่สรุปงานเขียนชิ้นนี้ก็คือ “งดงามและสะอาดสะอ้าน” ซึ่งมันแสนจะไม่เป็นศัพท์แสงที่ใช้ในการเขียนวิจารณ์วรรณกรรมเอาเลย          นอกจากคำว่างดงามและสะอาดสะอ้านแล้ว คำว่ากินใจจับใจก็ตามมา

          โครงเรื่อง “ความสุขของกะทิ” นั้นง่าย เรื่องเริ่มจากเด็กหญิงกะทิวัยเก้าขวบอยู่กับตายายที่บ้านริมคลองต่างจังหวัด ยายเป็นคนมีความรู้ดี เคยทำงานดี แต่เมื่อมาอยู่ต่างจังหวัดก็พยายามทำตัวเป็นชาวบ้าน ใช้ชีวิตอย่างคนชนบท ตาซึ่งเคยเป็นนักกฎหมายผู้สามารถเกษียณแล้วก็มาอยู่อย่างชาวบ้าน ผมชอบสัมพันธภาพระหว่างตากับยายในเรื่องนี้มาก ตาเป็นคนจิตใจดีมีอารมณ์ขันในขณะที่ยายนั้นขี้บ่น
วิธีการเขียนและการนำเสนอเรื่องนี้แปลกไปจากนิยายที่เขียนๆ กันมา คือจะมีชื่อตอนแต่ละตอน ซึ่งเป็นตอนสั้นๆ จากชื่อตอนก็จะมีคำถามหรือคำพูดหรือความรู้สึกของเด็กหญิงกะทิ เป็นต้นว่าตอนที่ 9 ชื่อตอนว่า “กระถางธูป” ใต้ชื่อตอนอยู่ในเครื่องหมายคำพูด “เหลือเพียงเสียงของแม่ที่กะทิจำได้ดี” เป็นวิธีการดำเนินเรื่องอีกลักษณะหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก

          เป็นวิธีการนำเสนอที่ผมว่าเก๋…อย่างยิ่ง

          แม่ของกะทิเป็นโรคร้ายที่แน่นอนว่าจะต้องตาย แม่ของกะทิมีระบบคิดและวิธีการของตัวเองที่จะเตรียมตัวตายแบบที่อ่านแล้วต้องน้ำตาคลอ ผู้หญิงคนไหนมีลูกและคิดว่าตัวเองรักลูกอย่างที่สุด ต้องอ่านนิยายเรื่องนี้ อ่านวิธีเตรียมตัวตายของแม่กะทิ ชั่งจับจิตกินใจเสียเหลือเกิน และเรื่องของพ่อกะทิ ซึ่งไม่ปรากฏตัวและแทบจะไม่มีการเอ่ยถึงในเรื่อง แต่เป็นตัวละครสำคัญในเรื่อง

          ที่ว่าเป็นตัวละครสำคัญเพราะมีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้เด็กหญิงกะทิบรรลุธรรม

          ผมจะพูดถึงเรื่องราวไว้แค่นี้แหละ อื่นๆ ต้องไปอ่านเอาเอง ถ้าสงสัยว่าอะไรเป็นยังไง ทำไมผมจึงชื่นชมนิยายเรื่องนี้เกินเหตุไปหรือเปล่า เขียนมานะครับ เขียนมาเถียงกับผม
งามพรรณ เวชชาชีวะ เป็นคนเขียนหนังสือที่ภาษาดีมาก สำนวนดีมาก ลีลาในการเขียนดีอย่างวิเศษเขียนหนังสือด้วยภาษาสำนวนดีแบบที่ไม่มีรอยบิ่น อาจจะไม่ยากนะครับสำหรับนักเขียนทั่วไปที่จะเขียนภาษาสำนวนที่ไม่มีรอยบิ่น แต่ไม่มีรอยบิ่นแบบที่ได้เนื้อหาสาระ โดยกลมกลืนและเกลี้ยงเกลาไปกับเรื่องที่เป็นนิยายนั้น ไม่ง่าย ยืนยันครับว่าไม่ง่าย นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียน “ความสุขของกะทิ” ทำได้ดีมาก          สิ่งที่ควรชื่นชมอย่างยิ่งอย่างหนึ่งของนิยายเรื่องนี้ คือการที่ผู้เขียนเขียนให้เห็นและรู้สึกถึงบุคลิกภาพและสัมพันธภาพของตัวละคร โดยที่ไม่มีข้อความใดบรรยายยืดยาวในสิ่งนี้ เราจะรู้สึกถึงสัมพันธภาพของตายายว่าเป็นแบบไหน รู้ถึงบุคลิกโดยรวมของตากับยายว่าเป็นคนอย่างไร รู้สึกถึงบุคลิกภาพของแม่ รู้สึกถึงความรักและความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของแม่กับเด็กหญิงกะทิ จะรู้สึกถึงความเป็นตัวตนของพี่ทองเด็กวัด รู้สึกถึงสัมพันธภาพของพี่ทองกับเด็กหญิงกะทิซึ่งช่างแสนดีและแสนสวยงาม

          รวมถึงลุงตอง น้ากันต์และน้าฎา

          นิยายเรื่องนี้ให้ฮอลลีวู้ดทำหนังแบบของ วอลท์ ดิสนีย์ หรือหนังที่ฉายทางเคเบิลทีวียูบีซีที่ฉายทางช่อง “ฮอลล์มาร์ก” ได้ และได้อย่างดี เรื่องมีความลึกพอ อะไรที่เรียกว่า “คอมิกรีลีฟ” ก็มีอยู่พร้อม ผมควรจะยกตัวอย่างหลายๆ อย่าง แต่เนื้อที่ก็จำกัดเสียแล้ว

          หนังไทยก็ทำได้นะครับ หนังเรื่อง “แฟนฉัน” ซึ่งเป็นเรื่องของเด็กและใช้เด็กแสดงนำก็ดังเกรียวกราว ทำรายได้เป็นร้อยล้าน หากคิดจะทำหนังใช้เด็กแสดงนำอีกสักเรื่อง ทำเรื่องนี้ หาคนเขียนบทไม่ได้มาหาผม ผมจะช่วยหาให้ หากหาไม่ได้ ผมจะเขียนให้เอง และขอให้เชื่อว่าผมจะเขียนได้ดี

          พระเอกนางเอกมีอยู่พร้อม เด็กหญิงกะทิกับพี่ทองลูกศิษย์วัดเป็นพระเอกนางเอก น้ากันต์กับน้าฎานั้นเป็น “ซับพล็อต” พระรองนางรอง” ผมเชื่อว่าจะเป็นหนังที่คนชื่นชมกันยิ่งกว่าหนังเรื่องแฟนฉันด้วยซ้ำ

          คุณงามพรรณเธอเขียนไว้ในคำนำผู้เขียนตอนท้ายว่า “ความสุขที่ได้ระหว่างการเขียนเรื่องนี้มากล้น และความสุขเพิ่มขึ้นเมื่อผลงานปรากฏออกมาเป็นหนังสือ หวังหมดใจว่าจะสร้างความบันเทิงให้กับผู้อ่านได้ แม้ในช่วงเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง (ก็หนังสือเล่มเล็กนิดเดียว) ถ้าถูกใจก็สัญญาว่าจะมีงานเขียนอื่นตามมา ถ้าไม่ถูกใจก็จะกลับไปก้มหน้าแปลหนังสือต่อไปโดยดี (ที่จริงแล้วเขียนงานบ้างแปลบ้างพร้อมกันก็ทำได้ไม่ยากเกินกำลัง)

          จะบอกว่าที่หวังหมดใจนั้น ได้ใจผมไปทั้งหมดเลยครับ อยากอ่านนิยายเรื่องที่สอง อวยพรตัวเองว่าขอให้ได้อ่าน

          และแปลก เมื่ออ่านนิยาย “ความสุขของกะทิ” จบลง ผมคิดถึง คุณหญิงจำนงศรี (รัตนิน) หาญเจนลักษณ์ ผมอยากอ่านนิยายเรื่องแรกของท่านมากๆ เลย

          รู้ว่าจะเป็นนิยายที่ดี 

Posted in บทวิจารณ์, หนังสือเดินทาง | Tagged: , , | 1 Comment »