ห นั ง สื อ เ ดิ น ท า ง

where the books have been, and what people think about them…

Posts Tagged ‘วัลยา วิวัฒน์ศร’

บทความพิเศษ โดย วัลยา วิวัฒน์ศร

Posted by bookstravel บน เมษายน 12, 2007

ความสุขของกะทิ (1) บทความพิเศษ โดย วัลยา วิวัฒน์ศร – มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 20-26 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1366 หน้า 91

ผู้เขียนบทความเคยอ่าน “ควาสุขของกะทิ” ฉบับพิมพ์ครั้งแรก นั่นคือเมื่อปลายปี พ.ศ. 2546 อ่านแล้วรู้สึกชื่นชมกลวิธีการเขียนของผู้แต่งซึ่งได้เรียนรู้วรรณศิลป์ตะวันตกจากการแปลวรรณกรรมคุณภาพหลายชาติหลายภาษา แล้วรู้จักเลือกวรรณศิลป์ หล่อหลอมและสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นกลวิธีของตนเองในการเขียนเรื่องไทยในบรรยากาศไทยและวิถีชีวิตแบบไทย นำเสนอความรักและความผูกพันระหว่างแม่ลูกได้อย่างเนียน นุ่มนวลและลุ่มลึก

          วันนี้ (10 ตุลาคม 2549) ผู้เขียนบทความหยิบ “ความสุขของกะทิ” ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง เพื่อจะถามตนเองว่า รู้สึกอย่างไรหลังจากเวลาผ่านไปสามปี คำตอบก็คือความอิ่มใจมิได้ลดลงไปจากเดิมเมื่ออ่านครั้งที่สองก็ได้มองเห็นสิ่งที่ผู้แต่งซ่อนไว้เพิ่มขึ้นอีก การอ่านครั้งนี้และความรู้สึกชื่นชอบที่ยังมิเสื่อมคลายทำให้ตัดสินใจเขียนบทความนี้ แม้จะห่างเหินวงการไปนาน

          งามพรรณ เวชชาชีวะ ผู้แต่ง ‘เล่น’ กับกลวิธีการเขียนดั่งผู้ชำนาญการ ทั้งๆ ที่แต่เป็นเรื่องแรก การรู้จัก ‘เล่น’ ทำให้หนังสือเล่มบางๆ สร้างเนื้อหาได้มาก สร้างความหมายได้ลุ่มลึกและได้หลายมิติ

          มาดูกันว่าผู้แต่ง ‘เล่น’ อย่างไร
 

ในแง่ของการสร้างเนื้อหาได้มากกว่าความบาง (หรือความหนา) ของหนังสือ ผู้แต่งใช้วิธีแบ่งตัวบทเป็นบทสั้นๆ 26 บท ไม่รวมบทส่งท้าย บทสั้นๆ 26 บท แบ่งเป็น 3 ช่วง ภายใต้มิติสถานที่ 3 แห่ง คือ บ้านริมคลอง (บทที่ 1-9) บ้านชายทะเล (บทที่ 10-18) และบ้านกลางเมือง (บทที่ 19-25) บทที่ 26 ชื่อ “บ้านทรงไทย” เป็นสถานที่เดียวกับบ้านริมคลอง

          การแบ่งเป็นบทและเนื้อความจบในแต่ละบทเอื้อให้ผู้แต่งข้ามมิติเวลาและมิติสถานที่ได้ เรื่องเดินเนินต่อ ผู้อ่านได้รู้จักเด็กหญิงกะทิตัวละครเอกในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามฉากและเวลาที่เปลี่ยนไป

          ขอยกตัวอย่างบทที่ 1 กับบทที่ 2

          ในบทที่ 1 ชื่อ “กระทะและตะหลิว” ผู้อ่านรู้ว่ากะทิอยู่กับตายาย ยามเช้ากลิ่นและเสียงจากครัวปลุกให้กะทิตื่นขึ้นมา ยายทำกับข้าว กะทิกับตาช่วยกันใส่บาตร และผู้อ่านรู้ว่าตาชอบเย้าแหย่ยาย ตายายและหลานรักกัน

          ในบทที่ 2 ชื่อ “ปิ่นโต” ฉากเปลี่ยนไปเป็นที่โรงเรียนของกะทิ ผู้อ่านรู้ว่ายายทำอาหารโปรดของกะทิเสมอ (แสดงความรักของยายต่อกะทิ โดยที่ผู้แต่งมิได้บอกตรงๆ) ผู้แต่งบรรยายบทบาทและประเภทของปิ่นโตอย่างมีอารมณ์ขันผ่านสายตาของกะทิ

          ในช่วงข้ามมิติเวลาและมิติสถานที่จากบทหนึ่งไปสู่อีกบทหนึ่ง จนครบทั้ง 26 บท โดยไม่รู้ตัวผู้อ่านจะจินตนาการเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงข้ามด้วยตัวเอง (เพราะผู้แต่งมิได้เขียนไว้) เป็นการร่วมสร้างเนื้อหาโดยอัตโนมัติ

          ในแง่ของการสร้างความหมายได้ลุ่มลึกและได้หลายมิติ ผู้แต่งใช้ตัวโปรยซึ่งพิมพ์ตัวเอนใต้ชื่อบท (ผู้เขียนบทความอ้างตามฉบับพิมพ์ครั้งแรก) จากบทที่ 1-9 มีข้อความเรียงลำดับดังนี้

          “แม่ไม่เคยสัญญาว่าจะกลับมา”
          “กะทิรอแม่ทุกวัน”
          “ในบ้านไม่มีรูปถ่ายแม่เลย”
          “ไม่เคยมีใครพูดถึงแม่”
          “กะทิจำหน้าแม่ไม่ได้แล้ว”
          “กะทิอยากให้แม่ไปรับที่โรงเรียนบ้าง”
          “กะทิอยากเห็นแม่หิ้วตะกร้ากลับจากตลาด”
          “อยากรู้ว่าแม่คิดถึงกะทิไหมนะ”
          “เหลือเพียงเสียงของแม่ที่กะทิยังจำได้ดี”

          ตัวละครที่โลดแล่นอยู่ในบ้านริมคลองและเมืองอันเป็นที่ตั้งของบ้านริมคลอง ได้แก่ กะทิ ตา ยาย หลวงลุงกับเด็กวัดซึ่งกะทิเรียกว่าพี่ทอง แม่ของกะทิไม่ปรากฏตัวในฐานะตัวละครใน 9 บทแรก

          แต่แม่อยู่ในตัวโปรยทั้ง 9 บท อยู่ในความคิดคำนึงของกะทิ อยู่ในใจของกะทิตลอดเวลาตั้งแต่กะทิลืมตาตื่น อยู่กับกะทิทั้งวันและทุกวัน

          ผู้อ่านได้แต่สงสัยว่าแม่ของกะทิอยู่ที่ไหน เหตุใดกะทิจึงต้องอยู่กับตาและยายทั้งๆ ที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้อ่านรู้ว่าแม้ชีวิตของกะทิจะอบอุ่นเพราะตายายรักและใส่ใจดูแล แต่ตัวโปรยใต้ชื่อบททั้ง 9 บทบอกให้รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้โหยหาแม่ของตน

          แม่ไม่ได้ปรากฏตัวในฐานะตัวละครที่มีบทบาทใน 9 บทแรก แต่แม่ปรากฏตัวในที่ที่สำคัญที่สุด คือในหัวใจและความนึกคิดของกะทิ

          ตัวละครแม่ไม่ปรากฏ ก็เหมือนปรากฏ

          นี่คือชั้นเชิงของผู้แต่ง

          ใน 9 บทแรก นอกจากการครอบครองพื้นที่ในตัวโปรยแล้ว แม่ปรากฏในความคิดของกะทิในท้ายบทที่ 3 ยามดึกเมื่อฟ้าร้องฟ้าผ่า ยายเข้ามากอดกะทิไว้ เด็กน้อย “ไม่อยากได้ยินเสียงฟ้า เสียงฝน เสียงคน เสียงผู้หญิงคนนั้น…” ในยามน้อยใจที่แม่ไม่อยู่รับขวัญปลอบประโลม แม่จึงเป็นเพียง “ผู้หญิงคนนั้น” เมื่อฟ้าแลบกะทิปรือตาขึ้นมาเห็นน้ำตายาย

          ยายร้องไห้สงสารหลานและคิดถึงลูกสาวของตนเองใช่ไหม

          แม่ปรากฏครั้งที่ 2 ในคำพูดของตาท้ายบทที่ 6 เมื่อตาพูดโทรศัพท์โดยไม่รู้ว่ากะทิปีนลงไปนั่งเล่นในโอ่งและได้ยินคำพูดของตา “จะให้รอจนโรงเรียนปิดเทอมก่อนหรือ เรามีเวลามากขนาดนั้นจริงหรือเปล่า”

          คำพูดของตาทำให้ผู้อ่านใจหาย “เรามีเวลามากขนาดนั้น…” หมายถึงอะไร ผู้ที่กะทิรอคอย (ซึ่งก็คือแม่) จะมีเวลา (มีชีวิตอยู่) จนถึงโรงเรียนของกะทิปิดเทอมหรือ

          และเมื่อผู้อ่านใจหาย กะทิย่อมใจหายยิ่งกว่าใช่ไหม

          ท้ายบทที่ 7 แม่ปรากฏในคำพูดของตาและการรับรู้ของกะทิ

          “ตาพูดลอยๆ ว่า อยู่ที่ไหนก็ดูพระจันทร์ดวงเดียวกัน

          “กะทิรู้ได้เองว่า ตาหมายถึงใครคนหนึ่งก็กำลังมองดูดวงจันทร์บนฟ้าอยู่ตอนนี้เหมือนกัน ใครคนที่หัวใจของกะทิร่ำร้องเรียกหาอยู่ทุกลมหายใจ”

          ท้ายบทที่ 8 แม่ปรากฏในอากัปกิริยาของยาย

          “หมู่นี้ยายดูใจคอเลื่อนลอย เหมือนมีเรื่องหนักใจให้ต้องคิดตลอดมาก”

          ผู้อ่านสงสัยว่าเวลาของแม่ของกะทิหรือลูกสาวของยายใกล้จะหมดแล้วใช่ไหม

          ท้ายบทที่ 9 แม่ปรากฏในคำพูดของยาย เมื่อยายถามกะทิว่า

          “กะทิ อยากไปหาแม่ไหมลูก”

          ใน 9 บทแรก แม่ไม่ปรากฏตัวในฐานะตัวละคร แต่ก็เหมือนปรากฏ
 

ในพื้นที่เล็กๆ ของแต่ละบทในช่วงเก้าบทแรก ผู้อ่านได้เข้าถึงบุคลิกลักษณะตัวละครตาและยายผู้เลี้ยงดูกะทิจากการกระทำอันแสดงความรักความเอาใจใส่หลาน จากคำพูดคำสอน ซึ่งหลานจดจำได้จากการสอนหลานให้เรียนรู้จากธรรมชาติ นอกจากนี้ผู้แต่งค่อยๆ เผยภูมิหลังของตาและยายซึ่งอธิบายความเป็นคนที่มีความคิดทันสมัย ทันโลก ทันชีวิตและมีคุณค่าต่อสังคมรอบตัวของทั้งสองคน

          ในบทที่ 5 ผู้ใหญ่บุญกล่าวคำสรรเสริญตาดังนี้

          “หมู่บ้านริมคลองโชคดีจริงๆ ที่ตาเกษียณจากงานในกรุงเทพฯ แล้วเลือกกลับมาอยู่ที่บ้านหลังเดิมของทวดที่ปิดร้างมานาน ตาร่ำเรียนจากเมืองนอกเมืองนา เป็นนักกฎหมายมือหนึ่ง เป็นที่ยอมรับทั่วบ้านทั่วเมือง ทำเงินเป็นถุงเป็นถัง ช่วยเหลือคนมามาก หากไม่ได้ตาชาวบ้านคงถูกเอาเปรียบ ที่ดินทำกินของบรรพบุรุษคง…”

          ในบทที่ 8 ตากระเซ้ายายที่ไม่ยอมใช้หมอหุงข้าวไฟฟ้าว่า

          “ยายตีบท (หญิงชาวบ้าน) แตกในช่วงไม่กี่ปี ไม่เหลือร่องรอยเลขาฯ นายใหญ่โรงแรมห้าดาวเลยสิน่า”

          ผู้อ่านจึงรับรู้ว่ากะทิได้ซึมซับความคิดการตัดสินใจ การกระทำของตาและยายอย่างไร ได้รู้คิด รู้ทำ รู้ตัดสินใจเป็นเพียงไหน ผู้แต่งได้ปูทางให้ตัวละครเอกตัวน้อย ทำให้ผู้อ่านยอมรับและเข้าใจการตัดสินใจของกะทิในตอนจบของเรื่องได้ 

   

    

ความสุขของกะทิ (2) บทความพิเศษ โดย วัลยา วิวัฒน์ศร – มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 27 ต.ค. – 2 พ.ย. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1367 หน้า 114

ระโยคสุดท้ายของบทที่ 9 “กะทิไปหาแม่ไหมลูก” เป็นประโยคส่งเข้าสู่เนื้อเรื่องในช่วงที่สอง (บทที่ 10-18) ข้ามมิติเวลามิติสถานที่ไปยังบ้านชายทะเล กะทิจะได้พบกับแม่ซึ่งมาพักฟื้นที่ชายทะเล ตัวโปรยใต้ชื่อบทแต่ละบทในช่วงที่สองนี้ยังสื่อความผูกพันต่อแม่ในใจของกะทิเหมือนในเก้าบทแรก ข้อความในวงเล็บท้ายตัวโปรยที่ยกมาต่อไปนี้เป็นของผู้เขียนบทความ

          “นานหลายปีทีเดียวที่กะทิไม่ได้พบแม่” (กะทิกำลังจะได้พบแม่ แม่จ๋า ดีใจเหลือเกิน)

          “ไม่มีใครรู้ว่าแม่เหลือเวลาอีกนานเท่าไร” (กะทิร้องไห้เพราะแม่เคลื่อนไหวแขนขาไม่ได้เมื่อกะทิเจอแม่ แม่บอกให้กะทิกอดแม่ กอดแน่นๆ)

          “ทุกคนรู้แต่ว่าเวลานาทีของแม่เหลือน้อยลงทุกที” (กะทิจึงได้เห็นน้าฎากอดยายร้องไห้จนตัวสั่น เห็นน้ำตาไหลอาบแก้มลุงตอง และน้ากันต์กับตายืนหันหลังซ่อนอารมณ์สะเทือนใจของตน)

          “การอยู่กับปัจจุบันนาทีไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” (เพราะแม่เหลือเวลาไม่มากนัก)

          “อดีตเหมือนเงา บางครั้งทอดนำทางอนาคต” (กะทิฟังแม่บรรยายภาพถ่ายของตนเองตั้งแต่เกิด และได้รู้เหตุผลของแม่ที่ต้องอยู่ห่างลูก)

          “หนทางในวันข้างหน้าดูเหมือนไม่มีจริง” (กะทิจึงต้องโทรศัพท์ไปหาพี่ทองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตของกะทิขณะอยู่ไกลแม่)

          “ไม่น่าเชื่อว่าพรุ่งนี้ดวงอาทิตย์จะยังขึ้นให้เห็นบนฟ้าเหมือนเดิม” (ก็แม่โคม่า ไม่รับรู้ใดๆ แล้ว ทุกสิ่งน่าจะดับสลายไปด้วย แต่ก็ไม่ใช่)

          “น้ำตาไม่อาจแทนความโศกเศร้าได้” (แม่สั่งไว้ให้จัดงานศพให้มีบรรยากาศเหมือนงานชุมนุมรำลึกความหลังร่วมกันเงียบๆ)

          “ชีวิตดำเนินต่อไป” (กะทิยังต้องไปที่บ้านกลางเมืองเพื่อตามหา “ชิ้นส่วนปริศนาในชีวิต” อีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งก็คือพ่อ)

          สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่งคือบทสั้น 9 บทในช่วงที่สองนี้ แต่ละบทยาวมากขึ้นเมื่อเทียบกับเก้าบทในช่วงแรก (แต่ละบทยาวหน้าครึ่งถึงสองหน้า) ในช่วงที่สองจะยาวประมาณบทละ 3-4 หน้า ยกเว้นบทที่ 14 ยาว 6 หน้าเต็ม บทนี้ชื่อ “ลั่นทม” ตัวโปรยใต้ชื่อบทว่า “อดีตเหมือนเงาบางครั้งทอดนำทางอนาคต” เป็นบทซึ่งกะทิได้รับรู้ประวัติชีวิตของตนตั้งแต่เกิดผ่านภาพถ่ายและคำบอกเล่าของแม่ และแม่ได้อธิบายให้กะทิเข้าใจว่าเหตุใดแม่ต้องอยู่ห่างไกลจากกะทิ

          ท้ายบท ผู้แต่งบรรยายว่า “ดอกลั่นทมร่วงลงพื้นอยู่นอกหน้าต่าง เหมือนรับรู้ความทุกข์ระทมของดวงใจสองดวงนี้ไม่ไหว”

          หากพิจารณาตำแหน่งของบทที่ 14 จะเห็นว่าอยู่กลางเรื่องพอดี และยังมีความยาวมากที่สุด

          นั่นคือผู้แต่งเห็นว่าบทนี้สำคัญที่สุด เป็นหัวใจของเรื่องทีเดียว

          ในภาพรวมช่วงที่สอง การที่ผู้แต่งให้พื้นที่แก่ตัวอักษรในช่วงนี้มากที่สุด (ช่วงที่สาม แต่ละบทยาวกว่าช่วงแรก แต่สั้นกว่าช่วงที่สอง) ยืนยันว่าความสำคัญของเรื่องอยู่ที่ช่วงนี้ ช่วงที่แม่ลูกได้พบกัน ลูกได้เข้าใจเหตุผลของแม่ ความรักลูกทำให้แม่ต้องอยู่ห่าง กะทิได้แน่ใจว่าตนเองเป็นลูกรักตั้งแต่เกิด เป็นลูกซึ่งเกิดจากความรักและเป็นลูกรักทุกเวลานาทีของแม่ ความรักนี้สร้างพลังใจให้แก่กะทิ กะทิซึ่งแม้จะอยู่ไกลแม่ แต่ก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างอบอุ่นจากตาและยายซึ่งรักแม่ของกะทิเช่นเดียวกัน

          หากจะใช้สำนวนของแซ็งแตกซูเปรี นักประพันธ์ฝรั่งเศสศตวรรษที่ 20 ผู้แต่ง “เจ้าชายน้อย” และ “แผ่นดินของเรา” ก็กล่าวได้ว่า กะทิเป็นดอกไม่ที่ไม่เคยขาดคนทำสวน กะทิได้รับการทำนุบำรุงดูแลปกป้องรักษาเป็นอย่างดี กะทิงอกงามทั้งใจกายและสติปัญญา

          ด้วยเหตุนี้ กะทิจึงรู้ว่าความสุขของตนอยู่หนไหน และตัดสินใจเลือกทางชีวิตของตน

          ในช่วงที่สองนี้ แม่ปรากฏตัวในฐานะตัวละครที่มีบทบาท มีเลือดมีเนื้อ มีชื่อ มีคำพูด ภาพของแม่ชัดเจน แม่เรียนกฎหมายเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัทต่างชาติในเมืองไทย และทำงานที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต แม่มีจิตใจเมตตาเอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น และที่สำคัญเหนืออื่นใด แม่รักกะทิและรักอย่างมีสติ

 

ผู้แต่งข้ามมิติเวลาและมิติสถานที่พากะทิมายังบ้านกลางเมืองในกรุงเทพฯ เพื่อตามหา “ปริศนาชีวิตอีกชิ้นหนึ่ง” กะทิจึงได้รู้ว่าแม่สั่งทำตู้ลิ้นชักติดผนัง แต่ละลิ้นชักบรรจุสิ่งละอันพันละน้อยแสดงข้อมูลชีวิตของแม่ตั้งแต่เกิดเรียงตามปีพ.ศ. เพื่อให้กะทิรู้จักตัวตนของแม่

          ลุงตองซึ่งแม่มอบหมายให้เป็นผู้พากะทิเข้ามาในห้องตู้ลิ้นชักเล่าถึงพ่อของกะทิ เขาเป็นชาวพม่า อาชีพเว็บมาสเตอร์ จึงได้รู้จักกับแม่ กะทิได้ดูภาพพ่อกับแม่ในงานต่างๆ รวมทั้งงานแต่งงาน ได้เห็นความสุขที่ฉายชัดบนใบหน้าของพ่อกับแม่

          แต่แล้วแม่ก็ตัดสินใจกลับบ้านที่เมืองไทยโดยมีกะทิอยู่ในท้อง

          ในช่วงที่สามนี้ ตัวโปรยใต้ชื่อบทแต่ละบทมีหน้าที่แตกต่างกัน บทที่ 19-22 สื่อความในใจและเป้าหมายชีวิตของแม่ “แม่รู้ว่าวันหนึ่งหนูจะมาที่นี่” “หนูคืออนาคตของแม่ตั้งแต่วันที่ชีวิตของแม่นับถอยหลัง” “รักแท้หนึ่งเดียวของแม่คือหนู” และ “หนูคือคำตอบในชีวิตของแม่”

          ในสี่บทข้างต้นนี้ซึ่งตัวโปรยสื่อความในใจของแม่ขณะกะทิทำความรู้จักตัวตนของแม่ ประวัติชีวิตของแม่ แม่กับพ่อ มีการข้ามมิติเวลาระหว่างบทที่ 19 ต่อบทที่ 20 และบทที่ 21 ต่อบทที่ 22 แต่เวลาต่อเนื่องกันระหว่างบทที่ 20 ต่อบทที่ 21 หากจะเว้นก็เพียงเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นเวลาที่กะทิลุกจากหน้าลิ้นชักแล้วเดินไปหาลุงตองเพื่อฟังลุงเล่าเรื่อง (เวลาที่เว้นนี้รวมทั้งภาพกะทิลุกเดินไปหาลุงตอง เป็นภาพที่ผู้อ่านจินตนาการเอง)

          สถานที่เป็นแห่งเดียวกันทั้งสี่บท

          ตัวโปรยใต้ชื่อบทที่ 23 “ความรักมีหลากหลายรูปแบบและสีสัน” (กะทิเจอเด็กวัยเดียวกันอีกคนซึ่งระบายความรู้สึกที่พ่อทิ้งด้วยการวาดรูปพ่อและน้องชายยืนหน้าบ้านที่ถูกไฟลุกท่วม)

          ตัวโปรยใต้ชื่อบทที่ 24 “ความสุขของคนรอบข้างคือความสุขของเราด้วย” (กะทิพบนางพยาบาลซึ่งเคยดูแลแม่และแม่เคยช่วยเหลือด้านการเงิน เมื่อนางพยาบาลผู้นี้ต้องเลี้ยงดูลูกตามลำพังหลังแยกทางจากสามีนักพนัน)

          ในบทที่ 23 กะทิได้รับรู้ว่าตนมิใช่เด็กคนเดียวที่ขาดพ่อแม่และชีวิตของตนนั้นเต็มสมบูรณ์แม้จะมีเพียงแม่ “กะทิจะวาดภาพแม่ในชุดสีชมพูหวานๆ มีปีกบางใสและถือคทาเหมือนนางฟ้า” ในบทที่ 24 กะทิภูมิใจที่เป็นลูกของแม่ ซึ่งย่อมหมายถึงการเป็นหลานของตากับยาย ของลุงตองลูกผู้พี่ของแม่ ของน้าฎาผู้ช่วยของแม่และน้ากันต์คนรักของน้าฎา แม่ให้โอกาสกะทิตัดสินใจว่าจะส่งจดหมายถึงพ่อหรือไม่

          ดังนั้น ในบทที่ 25 กะทิจึงตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ปรากฏในตัวโปรยว่า “ขอเพียงหัวใจเป็นสุข” แล้วกลับบ้านริมคลองในบทที่ 26 โดย “ทิ้งอดีตไว้ให้เป็นเพียงเงา” กะทิไม่จำเป็นต้องไปตามหาหรือพบหน้า “ปริศนาชีวิตชิ้นสุดท้าย” ซึ่งก็คือพ่อ พ่อคืออดีตซึ่งสมควรทิ้งไว้ให้เป็นเพียงเงา เพราะหัวใจกะทิเป็นสุขแล้วด้วยอิ่มรักจากแม่และจากคนรอบข้าง

          นอกจากจะ ‘เล่น’ กับตัวโปรยให้ช่วยสร้างตัวละคร สื่อความสนใจของตัวละคร แสดงการเรียนรู้ชีวิตของตัวละครแล้ว ผู้แต่งยัง ‘เล่น’ กับชื่อบททั้ง 26 บทอีกด้วย

          ‘เล่น’ อย่างไรโปรดติดตามฉบับหน้า

    

    

ความสุขของกะทิ (จบ) บทความพิเศษ โดย วัลยา วิวัฒน์ศร – มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 3-9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1368 หน้า 90

บับที่แล้วลงท้ายไว้ว่า นอกจากจะ ‘เล่น’ กับตัวโปรยให้ช่วยสร้างตัวละคร สื่อความในใจและแสดงการเรียนรู้ของตัวละครแล้ว ผู้แต่งยัง ‘เล่น’ กับชื่อบททั้ง 26 บทอีกด้วย

          ในช่วง 9 บทแรก ผู้แต่งตั้งชื่อบทเรียงตามลำดับดังนี้ “กระทะกับตะหลิว” “ปิ่นโต” “กะละมังกับไม้หนีบผ้า” “เรืออีแปะ” “ศาลาริมน้ำ” “โอ่งและอ่าง” “กระต่ายขูดมะพร้าว” “ไม้ขัดหม้อ” และ “กระถางธูป”

          ชื่อบทเหล่านี้ช่วยสร้างภาพวิถีชีวิตชาวบ้านต่างจังหวัด ชีวิตในครัวเรือนแบบไทยๆ ข้าวของเครื่องใช้ที่เลือกมาแสดงชีวิตประจำวันของกะทิและญาติผู้ใหญ่ เรืออีแปะและศาลาริมน้ำเป็นส่วนประกอบของวิถีชีวิตผู้คนซึ่งสัญจรไปตามแม่น้ำลำคลอง ผู้แต่งเผยชื่อเมืองในช่วงที่สาม ท้ายบทที่ 21 สำหรับผู้อ่านที่รู้จักชนบทของอยุธยาก็พอจะคาดเดาได้

          นอกจากจะแสดงวิถีชีวิตแล้ว ผู้แต่งยังให้สิ่งของหรือสถานที่อันเป็นชื่อบทช่วยสร้างความหมายสื่อถึงผู้อ่านเกี่ยวพันกับเนื้อเรื่องอีกด้วย

          “กระทะกับตะหลิว” มิเพียงเป็นตัวเปิดเรื่อง ปลุกกะทิให้ตื่นด้วยเสียงของมัน เพื่อให้ผู้อ่านติดตามทุกขั้นตอนชีวิตของเด็กน้อยตัวละครเอกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นตัวแสดงอารมณ์ของยายเวลาที่ตากระเซ้าเย้าแหย่ กะทิเลือกที่จะกลับมาฟังเสียงตะหลิวกระทบกระทะของยาย

          “ศาลาริมน้ำ” ใช้เป็นสถานที่เปิดเผยภูมิหลังของตา “ไม้ขัดหม้อ” ใช้แสดงความขัดแย้งกับวิถีชีวิตในวัยสาวของยายและเป็นโอกาสให้ตาได้พูดเผยภูมิหลังของยาย โอ่งใน “โอ่งและอ่าง” มีไว้ให้กะทิลงไปนั่งเล่นและเผอิญได้ยินคำพูดสำคัญของตา “กระต่ายขูดมะพร้าว” แสดงความสำคัญของพี่ทอง บทแรก “กระทะกับตะหลิว” เริ่มกิจวัตรประจำวันของกะทิ “กระถางธูป” อันเป็นบทสุดท้ายของช่วงแรก ก็จบกิจวัตรประจำวันของเด็กน้อย นั่นก็คือการสวดมนต์ก่อนเข้านอนในห้องพระ

          เมื่อถึงช่วงบ้านชายทะเล ชื่อบททั้ง 9 บทแสดงภูมิทัศน์และธรรมชาติ มี “หางนกยูง” “ปูลม” “ผักบุ้งทะเล” “แมงกะพรุน” “ลั่นทม” “ปึ่ง” “ต้นสน” “จักจั่น” และ “พยับหมอก”

          และเช่นเดียวกับที่ซ่อนชื่อเมืองอันเป็นที่ตั้งบ้านริมคลอง ผู้แต่งก็ซ่อนชื่อเมืองชายทะเลนี้ไว้จนถึงบทที่ 16 คำว่า หัวหิน และเขาตะเกียบจึงปรากฏ ผู้อ่านพอจะคาดเดาได้เลาๆ เมื่ออ่านเจอตั้งแต่บทแรกว่าชายทะเลนี้มีสนามบิน และต้นหางนกยูงถูกตัดทิ้งจำนวนมากก่อนสร้าง

          ชื่อบทเหล่านี้ก็มีหน้าที่ในตัวบทเช่นเดียวกับชื่อบทในช่วงแรก ผู้แต่งเลือกมาเพราะต้องการใช้สื่อหรือสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ในบรรดาชื่อบททั้ง 9 บทนี้ มีชื่อดอกไม้อยู่สามพันธุ์ที่พบได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่จำกัดเฉพาะชายทะเล นั่นคือ หางนกยูง ลั่นทม และพยับหมอก

          ผู้แต่งเลือกเปิดฉากช่วงที่สองด้วยสีแดงของดอกหางนกยูง กะทิเก็บกิ่งดอกหางนกยูงที่ร่วงบนพื้นไปฝากแม่ ประโยคสุดท้ายของบทนี้มีความว่า

          “ดอกหางนกยูงปักอยู่ในแจกันแก้ววางอยู่ข้างเตียง (ของแม่) แล้ว”

          สำหรับบทบาทของลั่นทมได้กล่าวแล้วในฉบับก่อน

          ผู้แต่งเลือกดอกพยับหมอกสีม่วงอมฟ้าหม่นเป็นบทสุดท้ายของช่วงที่สอง แม่ชอบดอกไม้ชนิดนี้ แต่พยับหมอกคลี่กลีบดอกวันที่แม่จากโลกไป กะทิจึงเป็นผู้ชมดอกไม้แทนแม่

          หากสีแดงของดอกหางนกยูงเป็นตัวแทนของความยินดีในหัวใจของกะทิที่จะได้พบแม่ สีม่วงอมฟ้าของดอกพยับหมอกก็น่าจะสื่อความโศกเศร้าของหัวใจดวงเดียวกันเมื่อแม่ลาลับไป

          สำหรับหน้าที่และความหมายของชื่อบทอื่นๆ ในช่วงที่สองนี้ ขอเชิญท่านผู้อ่านรับรู้ด้วยตนเองจากนวนิยาย

          ชื่อบทในช่วงที่สามแสดงนัยยะหลากหลาย “พวงกุญแจ” ไขเข้าบ้านกลางเมืองและไขปริศนาชีวิตของกะทิ “ลิ้นชัก” เก็บความทรงจำของแม่ “กระเป๋าเดินทาง” ของแม่นักเดินทางเพราะทำงานในต่างแดนและเป็นเพื่อนแม่กลับเมืองไทยพร้อมกะทิในท้อง “กระจกเงา” ที่เคยสะท้อนภาพแม่สะท้อนภาพกะทิในขณะนี้ “ดินสอสี” วาดภาพบ้านไฟลุกท่วมหรือภาพแม่งามดั่งนางฟ้า “ชิงช้า” บอกจังหวะ ส่ง ไม่ส่ง ส่ง ไม่ส่ง (จดหมาย) “ตู้ไปรษณีย์” คล้ายจะสมรู้ร่วมคิดกับกะทิ และ “บ้านทรงไทย” หรือบ้านริมคลองที่กะทิเลือกกลับไป

          ที่น่าสนใจคือผู้แต่งเลือกจะบรรยายลักษณะบ้านและความเป็นมาของบ้านในบทนี้อันเป็นบทที่ 26 บทก่อนส่งท้ายเท่านั้น

          อ่านดีๆ ก็มีคำตอบค่ะ

 

ารเล่นเจ้าล่อเอาเถิดระหว่างผู้แต่ง ทำให้อ่านสนุก เพราะผู้อ่านช่วยสร้างความหมายจากข้อมูลที่ผู้แต่งซ่อนไว้ตรงนั้นตรงนี้

          เมื่อผู้อ่านอยากจะรู้ว่า กะทิชื่อจริงว่าอะไร อายุกี่ขวบ ก็ต้องตามหาเอา กว่าจะรู้ชื่อก็ท้ายบทที่ 13 ซึ่งบอกทั้งชื่อและวันเกิด กะทิชื่อ เด็กหญิงณกมล พจนวิทย์ เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2536
 กะทิเกิดวันแห่งความรัก ตามคำบอกเล่าของแม่ ชื่อมีความหมายว่า แห่งหัวใจ สำหรับนามสกุลนั้น ท่านผู้อ่านคงจะหาที่มาและความหมายได้โดยไม่ยาก

          กะทิอายุเท่าไหร่

          แม่เล่าบรรยายภาพถ่ายว่าพากะทิไปเที่ยวสิงคโปร์ตอนอายุ 3 ขวบกว่า (บทที่ 14) เมื่อกะทิอยู่ตามลำพังบนเรือกลางน้ำท่ามกลางสายฝน ผู้ที่มาช่วยกะทิไว้ได้คือพี่ทอง “เพราะตื่นเต้นกับ ‘สาวชาวกรุง’ วัยสี่ขวบมาก” จึงพายเรือตามมา (บทที่ 15) ตัวโปรยใต้ชื่อบทที่ 10 ความว่า “นานหลายปีทีเดียวที่กะทิไม่ได้พบแม่”

          ผู้เขียนบทความจึงสรุปได้ว่า แม่จำเป็นต้องให้กะทิอยู่กับตาและยายเมื่อกะทิอายุ 4 ขวบ กะทิไม่ได้พบแม่หลายปีทีเดียว หลายปีที่ว่าจึงน่าจะเป็น 4-5 ปีอย่างน้อย ข้อมูลเรื่องอาการป่วยของแม่ระบุว่า “แม่ป่วยมาได้นานเกือบจะ 5 ปีแล้ว” (บทที่ 11) ดังนั้นกะทิจึงน่าจะอายุแปด-เก้าขวบ

          หากเอาปี พ.ศ. ที่พิมพ์หนังสือเล่มนี้ครั้งแรกตั้ง ลบด้วยปีเกิดของกะทิ และลบด้วยเวลาที่ใช้ในการวาดภาพประกอบ จัดหน้า จัดรูปเล่ม และตีพิมพ์ ก็จะได้อายุของกะทิเก้าขวบเช่นกัน

 

ชีวิตของกะทิยังมีปริศนาเกี่ยวกับพ่อ ผู้แต่งแย็บผู้อ่านเล่นด้วยประโยคเด็ดของลุงตองในบทที่ 12 ลุงตองทักกะทิว่า “ไงจ๊ะสาวพม่าคนสวยของลุง” แล้วยายส่งสายตาขุ่นเขียวไปให้ลุงตอง

          ผู้อ่านจะหายมึนงงจากหมัดแย็บก็ท้ายบทที่ 21 เมื่อเชื้อชาติของบิดากะทิเปิดเผยในประโยคที่ว่า “สาวอยุธยารับรักหนุ่มที่มีวงศ์วานอยู่มัณฑะเลย์”

 

ผู้แต่งยังเล่นเจ้าล่อเอาเถิดกับผู้อ่านในการสร้างตัวละครลุงตองประโยคเปิดบทที่ 12 ซึ่งเป็นคำพูดของลุงตอง มีความว่า “แม่โฉมชฎา ถ้าหล่อนไม่รวมหัวรวบหาง ฉันจะกินกลางตลอดตัวซะเอง แล้วอย่ามาว่ากันนะ”

          ผู้อ่านสะดุด ‘ฉันจะกินกลางตลอดตัวซะเอง’ เพราะน้ากันต์ คนที่จะถูก ‘กิน’ นั้นเพศเดียวกับลุงตอง ต่อมาในบทเดียวกัน ลุงตองส่งเสียงดังว่าน้ากันต์ไม่ต้องมายืน “ทำหล่อ” แถวนี้ นอกจากนี้ ผู้แต่งยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าลุงตองนั้นเก่งเรื่องการตกแต่งประดิดประดอย “มือของลุงตองเหมือนมีคาถาวิเศษ หยิบจับอะไรมาวางตรงไหนดูสวยเข้าทีไปหมด”

          เพื่อให้ผู้อ่านแน่ใจว่าตีความเรื่องโรคแสลงหญิงของลุงตองไม่ผิด ผู้แต่งเพิ่มข้อมูลผ่านปากแม่ของกะทิในบทที่ 14 “ลุงตองไม่ได้เล่นเทนนิส แต่ชอบมาขลุกที่ชมรม ดูหนุ่มๆ”

          ในบทที่ 22 ผู้แต่งแสดงนิสัยจุกจิกยิ่งกว่าผู้หญิงของลุงตองเมื่อพากะทิไปกินอาหารบุฟเฟต์ “ลุงตองส่งเสียงอยู่ข้างหลังว่า ชอบอะไรก็ตักมาเลยหนึ่งจาน อีกจานเป็นของอยากชิม แยกไว้อย่าปนกัน ชิมแล้วชอบค่อยตักอีกที”

          เมื่อนำข้อมูลทั้ง 5 ประการมาวางเรียงกันก็ไม่อาจตีความธรรมชาตินิสัยของลุงตองเป็นอื่นไปได้

 

อกจากจะได้สนุกในการปะติดปะต่อข้อมูล ผู้อ่านยังได้หัวเราะเป็นระยะๆ เพราะผู้แต่งแทรกอารมณ์ขันไว้ ขอยกตัวอย่าง อาหารบุฟเฟต์มื้อกลางวันที่วัดของพี่ทอง (บทที่ 2) คำพูดยั่วล้อของตา “วิ่งผ่านน้ำเสร็จแล้วหรือ” (บทที่ 1 เพราะกะทิอาบน้ำเร็วมาก) “ไม้ขัดใจ” (บทที่ 8 แทนไม้ขัดหม้อ)

          แน่ละ อารมณ์ขันไม่ใช่ประเด็นหลักของนวนิยายเรื่องนี้ หากเป็นอารมณ์สะเทือนใจซึ่งสอดคล้องกับแก่นเรื่องหลัก นั่นคือความรักความผูกพันระหว่างแม่ลูก มีหลายตอนที่ผู้อ่านน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว

          เมื่อกะทิตัดสินใจเลือกกลับไปอยู่กับตาและยายที่บ้านทรงไทยริมคลอง เพราะ “กะทิรักทุกอย่างที่บ้านหลังนี้ พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดนี้ และไม่มีชิ้นส่วนใดในชีวิตตกหล่นพลัดหายให้ต้องติดตามหาอีกแล้ว” (บทที่ 26) ผู้แต่งก็ตวัดปากกาเขียนประโยคจบในบทส่งท้ายว่า “แล้วเสียงตะหลิวของยายก็จะปลุกให้กะทิตื่นขึ้นพบกับโลกใบนี้อีกครั้ง”

          เป็นประโยคที่ส่งกลับไปยังประโยคเปิดเรื่องในบทที่ 1 “เสียงกระทะกับตะหลิวปลุกให้กะทิตื่นขึ้นเหมือนวันก่อนๆ” ตัวละครเอกกลับไปอยู่อย่างอบอุ่นในสถานที่เดิม และนับแต่นี้ไม่มีปริศนาให้พะวงสงสัยอีกต่อไป แม้ความเศร้ายังแฝงตัวอยู่ แต่ใจของกะทิเต็มอิ่ม กะทิได้กลับมา ‘บ้าน’ แล้ว

          ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่าเพราะผู้แต่ง ‘เล่น’ กับองค์ประกอบต่างๆ ของนวนิยายด้วยเชิงชั้นของช่างเขียนอักษร หนังสือบางๆ เล่มนี้จึงลุ่มลึกด้วยความหมาย ส่งสารรักแห่งสถาบันครอบครัวมาให้ผู้อ่านได้ประทับใจและขบคิด

          ขอขอบคุณผู้แต่งที่นำความสุขมาให้และขอขอบคุณคณะกรรมการซีไรท์ทั้งสองชุดที่เห็นคุณค่าของนวนิยายเรื่องนี้ 

Advertisements

Posted in บทวิจารณ์, หนังสือเดินทาง | Tagged: , , | Leave a Comment »